lnwshop logo

 สามารถสั่งซื้อสินค้า และให้คำปรึกษา     ผ่านทาง     line id :@kaset  

สั่งซื้อสอบถามเพิ่มเติมหรือปรึกษาเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารเคมีอันตรายผ่านระบบ Line

โดยเพียงกดปุ่ม Add Friends ด้านล่างของเราได้เยค่ะ 

           เพิ่มเพื่อน

เครื่องวัดดิน ระบบดิจิตอล 4 in 1

เครื่องวัดดิน ระบบดิจิตอล 4 in 1
เครื่องวัดดิน ระบบดิจิตอล 4 in 1 thumbnail 1เครื่องวัดดิน ระบบดิจิตอล 4 in 1 thumbnail 2เครื่องวัดดิน ระบบดิจิตอล 4 in 1 thumbnail 3เครื่องวัดดิน ระบบดิจิตอล 4 in 1 thumbnail 4เครื่องวัดดิน ระบบดิจิตอล 4 in 1 thumbnail 5เครื่องวัดดิน ระบบดิจิตอล 4 in 1 thumbnail 6เครื่องวัดดิน ระบบดิจิตอล 4 in 1 thumbnail 7เครื่องวัดดิน ระบบดิจิตอล 4 in 1 thumbnail 8เครื่องวัดดิน ระบบดิจิตอล 4 in 1 thumbnail 9
หมวดหมู่ เครื่องวัดค่าPHดิน แบบดิจิตอล
ราคา 1,300.00 บาท
สถานะสินค้า พร้อมส่ง
อัพเดทล่าสุด 30 พ.ค. 2560
ความพึงพอใจ ยังไม่มีความคิดเห็น
จำนวน
แพ็ค
หยิบลงตะกร้า
Share
Scan this!

 ระบบดิจิตอล 4 in 1 (วัดค่าเป็น กรด-ด่างในดิน, ความชื้น, อุณหภูมิ และความเข้มของแสง)

AMT-300/ KCB-300 ให้คุณตรวจสอบ และแก้ปัญหากรดด่างในดินได้อย่างทันท่วงที หรือการตรวจสอบความชื้นในดินให้มีความเหมาะสมกับพืชผักแต่ละชนิด ในส่วนการเพาะพันธุ์ต้นกล้า หรือการปลูกพืชชนิดที่ต้องควบคุมความเข้มแสง

เป็นมิเตอร์ที่ช่วยวัดสภาพแวดล้อมของแปลงปลูกต้นไม้ พืชผัก ทั้งในร่ม และกลางแจ้ง เพื่อให้เราสามารถปรับปรุง แก้ไขสภาพที่ไม่เหมาะสมแก่การเจริญเติบโต หรือการให้ผลผลิตของพืชผักได้อย่างเหมาะสม

เครื่องวัดดิน AMT-300/ KCB-300 สามารถประเมินค่าความเข้มแสงเพื่อให้คุณสามารถเลือกพื้นที่ หรือปรับสภาพพื้นที่ให้เหมาะสมได้ และยังสามารถตรวจสอบอุณหภูมิได้อีกด้วย

ระดับความเข้มแสง : 9 ระดับ
มิเตอร์แสดงช่วงค่าความเข้มแสงเป็น 9 ระดับ โดยแต่ละช่วงจะมีค่าต่ำสุด (low) – สูงสุด (high) ตามตารางดังนี้ (มีหน่วยเป็น Lux)
– Low- = 0 – 500
– Low = 500 – 5,000
– Low + = 5,000 – 10,000
– Nor- = 10,000 – 25,000
– Nor = 25,000 – 60,000
– Nor+ = 60,000 – 80,000
– High- = 80,000 – 100,000
– High = 100,000 – 120,000
– High+ = 120,000 greater

ระดับความชื้น : 5 ระดับ
– Dry+: ความชื้นน้อยกว่า 5%
– Dry: มีความชื้นระหว่าง 5-10%
– NOR: มีความชื้นระหว่าง 10-20%
– WET: มีความชื้นระหว่าง 20-30%
– WET+: มีความชื้นมากกว่า 30%

Specifications:
ช่วงค่าการ;วัดค่าความเป็นกรด-ด่างของดิน : 3.5 – 9.0
ความละเอียดค่ากรดด่าง : 0.5
ช่วงค่าการวัดอุณหภูมิ : 16 – 122°F (-9 – 50°C)
ความละเอียดค่าอุณหภูมิ : 1°F (1°C)
คำนวณความเข้มแสง (9 ระดับ), ความชื้นในดิน (5 ระดับ), กรดด่างในดิน (12 ระดับ) และอุณหภูมิ
ขาวัดมิเตอร์ยาว 8 นิ้ว (200 มม.)
ปิดเครื่องอัตโนมัติภายใน 5 นาที
ขนาด: UINT หลัก 122 (L) x 63 (H) x 36 (W) มม

น้ำหนัก: ประมาณ 180 กรัม

อุปกรณ์ทั้งหมด:
มิเตอร์ 4 in 1 AMT-300/ KCB-300
แบตเตอรี่ ขนาด 9V

คู่มือการใช้งาน

กล่องบรรจุ

ฟรีค่าส่งสินค้าด่วน (EMS)

 

ค่า pH คืออะไร ?

          ความเป็นกรด-ด่างของสสาร วัดกันด้วยหน่วย pH ซึ่งโดยปกติจะมีค่าอยู่ที่ 0-14 ดังนั้นหากในดินมีค่า pH เท่ากับ 7 ก็แสดงว่ามีความเป็นกรด-ด่างเป็นกลาง แต่ถ้ามีค่า pH ต่ำกว่า 7 ก็แสดงว่าดินมีความเป็นกรดมาก กลับกันหากดินมีค่า pH สูงกว่า 7 ก็แสดงว่ามีความเป็นด่างสูง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วดินมักจะมีค่าความเป็นกรดอยู่ที่ 3 และมีค่าความเป็นด่างอยู่ที่ 10 โดยมีปัจจัยแวดล้อมอย่างสารอาหารที่ดินได้รับ เช่น ซากพืช ซากสัตว์ ที่ทับถม และปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยต่อปีเป็นส่วนประกอบ

          ซึ่งดินที่มีค่า pH ประมาณ 6.5 จะเป็นดินที่ปลูกต้นไม้ได้ดีที่สุด เพราะมีค่าค่อนข้างเป็นกลาง แต่จะมีพืชบางชนิด เช่น บลูเบอร์รี่, ชวนชม, ดอกพุด ที่จะเจริญเติบโตได้ดีในค่าความเป็นกรด จึงต้องใช้ดินที่มีค่า pH อยู่ที่ 4.5-5.5 เป็นต้น เรียกว่าหาก่อนปลูกต้นไม้ มีการศึกษาเรื่องค่า pH ในดินไว้แต่แรก ต้นไม้ก็จะเจริญเติบโตได้ดีขึ้น
 
ค่า pH มีผลต่อพืชอย่างไร

          ค่า pH ในดินไม่ได้มีผลโดยตรงกับการเจริญเติบโตของพืช แต่มีส่วนช่วยให้พืชสามารถดูดซับสารอาหารจากดินได้ดีขึ้นเท่านั้น ซึ่งถ้าหากพืชเจริญเติบโตในดินที่มีค่าความเป็นกรดต่ำเกินไป ใบก็จะเหลือง เนื่องจากไม่สามารถดูดธาตุเหล็กเข้าไปบำรุงต้นได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นดินที่จะเหมาะกับการปลูกพืช จึงต้องมีค่าความเป็นกรดอยู่พอสมควร เพื่อที่ความเป็นกรดจะได้แปลงธาตุอาหารให้พืชดูดกินได้สะดวก

          แต่ถึงอย่างนั้นค่า pH ก็มีผลเสียต่อพืชอยู่เช่นกัน โดยหากดินมีค่า pH ต่ำ ธาตุแมงกานีสในดินก็จะกลายเป็นพิษต่อพืช เป็นสาเหตุให้พืชมีใบเหลือง ใบแห้ง และตายได้ในที่สุด และถ้าหากค่า pH ในดินต่ำมากจนเกินไป ดินก็จะดูดซับสารอะลูมิเนียมแทนธาตุอาหารจำเป็น ต้นไม้จึงเติบโตช้า เพราะไม่ได้กินอาหารที่มีประโยชน์ แต่ถ้าดินมีค่า pH อยู่ในระดับที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้สารอาหาร และสิ่งมีชีวิตในดินเจริญเติบโตได้ดี อีกทั้งยังช่วยแปลงธาตุไนโตรเจนให้พืชสามารถดูดซับได้ ส่งผลให้พืชงอกงามสุขภาพดีอีกด้วย
 

 การเปลี่ยนค่า pH ให้ดิน

          หาก รู้สึกว่าดินมีปัญหา เราก็สามารถเปลี่ยนแปลงค่า pH ให้ดินได้ แต่ก่อนจะเปลี่ยนแปลงค่า pH ในดิน เราจำเป็นจะต้องรู้ค่า pH ที่มีอยู่ของดินก่อน เพื่อจะได้รู้ว่าควรจะเติม หรือลดค่า pH ให้ดินดี โดยขั้นตอนการตรวจสอบ อาจจะดูจากลักษณะการเจริญเติบโตของพืช แต่ถ้าจะให้แน่ใจ ควรจะนำไปตรวจสอบวัดค่า pH ของดินในห้องแล็บจะดีที่สุด นอกจากนี้ก็ควรต้องรู้ลักษณะของดินด้วย ว่าจัดเป็นดินทราย หรือดินเหนียว เพราะถ้าเป็นดินเหนียว จะเปลี่ยนแปลงค่า pH ได้ยากกว่าดินทราย

          ซึ่งการแก้ไขค่า pH โดยทั่วไปเรามักจะใช้หินปูนเพิ่มค่า pH ให้ดิน และใช้ซัลเฟอร์ลดค่า pH ในดิน โดยทั้ง 2 ชนิดนี้สามารถหาซื้อได้ในลักษณะผง ซึ่งใช้ง่ายและสะดวก จะใช้ละลายน้ำและและเทราดลงในดินเพื่อปรับค่า pH ในดินอย่างรวดเร็ว หรือจะเทผงที่ใต้โคนต้นแล้วค่อย ๆ ให้ดินดูดซับไปอย่างช้า ๆ ก็ได้
 
ทำไมจึงต้องเช็คระดับค่า pH อยู่ตลอด

          เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างทั้งแร่ธาตุในดิน และระดับน้ำฝนที่ตกในแต่ละปี รวมไปถึงปุ๋ยที่เราใส่บำรุงพืช จึงทำให้ค่า pH ในดินสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้นเราจึงต้องหมั่นตรวจสอบ และสังเกตค่า pH ในดินอยู่เสมอ เพื่อจะได้ปรับระดับค่า pH ในดินให้มีความเหมาะสมกับพืช และส่งเสริมให้พืชเจริญเติบโตอย่างสวยงาม ออกดอกออกผลเป็นที่น่าพอใจ

อุณหภูมิของดิน (soil temperature)

    อุณหภูมิของดินเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชและสิ่งมีชีวิตในดิน อุณหภูมิในแต่ละชั้นดินที่แตกต่างกันจะไปมีผลต่อการแลกเปลี่ยนอากาศในดินชั้นต่างๆ ที่อยู่ติดกัน ความแน่นของดินปริมาณน้ำและอากาศในดิน เนื้อดิน เป็นต้น ล้วนเป็นสมบัติที่เกี่ยวข้องกับการนำพาความร้อนในดิน เช่นดินที่อัดตัวกันแน่น มีเนื้อดินละเอียด และความชื้นในดินสูงจะมีการนำพาความร้อนได้สูง อุณหภูมิของดินที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชสรุปได้ดังนี้

    1) ช่วยในการงอกของเมล็ด เมล็ดพืชต้องการระดับอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการงอกแตกต่างกัน อุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไปจะกระทบกระเทือนต่อการงอกของเมล็ดได้

    2) การดำเนินกิจกรรมของรากพืช เช่นการหายใจ การดูดอาหาร การแบ่งเซลล์ เป็นต้น ต้องการระดับอุณหภูมิบริเวณรอบ ๆ รากที่เหมาะสม

    3) การเกิดและการระบาดของโรคพืช ระดับอุณหภูมิและปัจจัยอื่นในดินมีผลต่อการเกิดและแพร่ระบาดของเชื้อโรคในดินที่เป็นอันตรายกับพืชได้

    การควบคุมอุณหภูมิของดินไม่ให้สูงหรือต่ำเกินระดับที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชและกิจกรรมของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในดินอาจทำได้หลายวิธีเช่น การป้องกันอุณหภูมิของดินไม่ให้สูงเกินไปโดยการใช้วัสดุชนิดต่างๆ คลุมดิน หรือโดยการเปลี่ยนสมบัติการนำพาความร้อนของดิน เช่นการไถพรวนดินให้โปร่งและการให้น้ำ จะทำให้เกิดการถ่ายเทความร้อนลงไปสู่ดินชั้นล่างลดอุณหภูมิของดินชั้นบนลงได้

ความชื้นของดิน

               ความชื้นของดินประกอบด้วย สถานะ คือ สถานะที่เป็นของเหลว เราเรียกว่า น้ำในดิน และสถานะที่เป็นก๊าซ เราเรียกว่า ไอน้ำในดิน ในประเทศที่มีอากาศหนาวจัด ความชื้นของดินอาจจะอยู่ในรูปของน้ำแข็ง ส่วนประเทศในเขตร้อน ส่วนใหญ่น้ำในดินจะอยู่ในรูปของของเหลว ดังนั้นความชื้นของดิน กับน้ำในดิน จึงมีความหมายเดียวกัน คือ ส่วนที่อยู่ในสถานะที่เป็นของเหลว ถ้าในส่วนของช่องว่างในดินมีน้ำอยู่เต็มไม่มีก๊าซอยู่เลยเรียกว่า ดินที่อิ่มตัวด้วยน้ำ (saturated soil) แต่ถ้าในช่องว่างของดินมีทั้งน้ำและก๊าซอยู่ด้วยเรียกว่า ดินที่ไม่อิ่มตัว (unsaturated soil) ดังนั้น ดินที่ใช้ในการทำการเกษตรส่วนใหญ่ คือดินที่ไม่อิ่มตัว ความชื้นในดินมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตในดิน ได้แก่ สัตว์ พืช หรือจุลินทรีย์ เนื่องจากน้ำเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของพืชและสัตว์ เพื่อใช้ในขบวนการเมทาบอลิซึม (metabolism) ต่าง ๆ เช่น ขบวนการสังเคราะห์แสงของพืชและจุลินทรีย์ในดินบางชนิด พืชสามารถที่จะนำเอาธาตุอาหารไปใช้ได้ ธาตุอาหารเหล่านั้นจะต้องอยู่ในรูปของสารละลาย น้ำเป็นตัวทำละลายที่ดีและมีปริมาณมาก หาได้ง่ายและสะดวก น้ำเป็นตัวกลางที่ดีในการเคลื่อนย้ายไอออนจากบริเวณหนึ่งไปยังอีกบริเวณหนึ่ง อีกทั้งยังลำเลียงธาตุอาหารที่อยู่ในรูปของไอออนจากดินเข้าสู่ภายในลำต้นของพืช และเข้าไปในจุลินทรีย์ นอกจากนี้น้ำยังมีความร้อนจำเพาะ และความร้อนแฝงที่สูง ทำให้เปลี่ยนอุณหภูมิได้ยาก ทำให้น้ำในดินมีอุณหภูมิไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป ทำให้ดินมีสภาวะที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช และกิจกรรมของจุลินทรีย์ในดิน คณาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา, (2541) ให้ทรรศนะความชื้นของดินที่เป็นประโยชน์ต่อพืชไว้ ประเภท คือ

1. ความชื้นที่เป็นประโยชน์ (available moisture) หมายถึงความชื้นส่วนที่อยู่ภายใต้อำนาจดูดยึดของดิน ที่พืชดูดไปจากดิน ในอัตราส่วนที่ทัดเทียมกับอัตราการระเหยน้ำของพืช
2. ความชื้นที่ไม่เป็นประโยชน์ (unavailable moisture) หมายถึงความชื้นส่วนที่ดินดูดยึดไว้ด้วยพลังงานที่มากกว่าที่จะให้พืชดูดไปใช้ในอัตราที่ทัดเทียมกับอัตราการระเหยน้ำของพืชได้
3. ความชื้นเกินจำเป็น (superfluous moisture) หมายถึงความชื้นส่วนที่เกินอำนาจดูดยึดตามปกติของดิน ซึ่งโดยปกติขังอยู่ในที่ว่างขนาดใหญ่ที่เป็นที่อยู่ของอากาศ และเมื่อมีโอกาสจะเคลื่อนพ้นบริเวณที่รากพืชลึกลงไปในหน้าตัดดิน โดยอิทธิพลแรงดึงดูดของโลก

การตอบสนองของพืชต่อแสง

แสง เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของพืช เพราะแสงเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างอาหารหรือการสังเคราะห์แสงของพืช โดยมีคลอโรฟิลล์เป็นตัวรับแสงไปใช้เป็นพลังงานในการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำเป็นคาร์โบไฮเดรตและออกซิเจน ฉะนั้น เรื่องของแสงจึงมีรายละเอียดที่น่าสนใจสำหรับพวกเราที่ปลูกผักกันเป็นอาชีพ 

แสงมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการสร้างอาหารและการเจริญเติบโตของพืช ถ้าไม่มีปัจจัยอื่นเป็นข้อจำกัด เมื่อความเข้มของแสง (intensity) เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การสังเคราะห์แสงของพืชจะเพิ่มขึ้นตามความเข้มแสงจนถึงจุดหนึ่งการสังเคราะห์แสงจะไม่เพิ่มขึ้นอีกต่อไป เรียกว่าพืชอิ่มตัวด้วยแสง ซึ่งอาจทำให้ใบพืชไหม้เกรียมตายได้ พืชผักทั่วไปมีจุดอิ่มตัวด้วยแสงประมาณ 20000-30000 Lux หากพืชได้รับแสงที่มีความเข้มแสงน้อย การสังเคราะห์แสงจะลดลง ต้นพืชจะยืดสูงขึ้น แต่มีการสะสมน้ำหนักแห้งของส่วนต่างๆ ลดลง หากความเข้มแสงต่ำมากจนพืชมีอัตราการสังเคราะห์แสงต่ำกว่าอัตราการหายใจ หรือมีจำนวนคาร์บอนไดออกไซด์ที่พืชตรึงได้เท่ากับที่พืชปล่อยออกไปพืชจะไม่มีการเจริญเติบโต และถ้ามีอัตราการสังเคราะห์แสงต่ำกว่าอัตราการหายใจเนื่องจากความเข้มแสงต่ำมากพืชอาจตายได้ การจัดการต้นพืชเพื่อให้พืชแต่ละต้นได้รับแสงอย่างเพียงพอและเท่าเทียมกัน ทำได้โดยการจัดระยะปลูกและการตัดแต่งกิ่งให้เหมาะสม วัดค่าความเข้มแสงให้ได้ในระดับที่พืชต้องการ ไม่มากเกินไป หรือน้อยเกินไป โดยเฉพาะพืชที่ปลูกในโรงเรือนซึ่งมีความเข้มแสงน้อยกว่าภายนอก

ความเข้มของแสง

ถ้ามีความเข้มของแสงมาก อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อุณหภูมิกับความเข้มของแสง มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงร่วมกัน คือ ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ความเข้มของแสงน้อยจะไม่ทำให้อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงเพิ่มขึ้น อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขีดหนึ่งแล้วอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงจะลดต่ำลงตามอุณหภูมิและความเข้มของแสงที่เพิ่มขึ้นและยังขึ้นอยู่กับชนิดของพืชอีกด้วยเช่น พืชซีสามและ พืชซีสี่

ถ้าไม่คิดถึงปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชส่วนใหญ่จะเพิ่มมากขึ้น เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นในช่วง 0-35 °C หรือ 0-40 °C ถ้าอุณหภูมิสูงกว่านี้ อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงจะลดลง ทั้งนี้เนื่องจากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงเป็นปฏิกิริยาที่มีเอนไซม์ควบคุม และการทำงานของเอนไซม์ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ดังนั้น เรื่องของอุณหภูมิจึงมีความสัมพันธ์กับอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง เรียกปฏิกิริยาเคมีที่มีความสัมพันธ์กับอุณหภูมิว่า ปฏิกิริยาเทอร์โมเคมิคัล

ถ้าความเข้มของแสงวีดีน้อยมาก จนทำให้การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชเกิดขึ้นน้อยกว่ากระบวนการหายใจ น้ำตาลถูกใช้หมดไป พืชจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชไม่ได้ ขึ้นอยู่กับความเข้มของแสงเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความยาวคลื่น (คุณภาพ) ของแสง และช่วงเวลาที่ได้รับ เช่น ถ้าพืชได้รับแสงนานจะมีกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงดีขึ้น แต่ถ้าพืชได้แสงที่มีความเข้มมากๆ ในเวลานานเกินไป จะทำให้กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงชะงัก หรือหยุดลงได้ทั้งนี้เพราะคลอโรฟิลล์ถูกกระตุ้นมากเกินไป ออกซิเจนที่เกิดขึ้นแทนที่จะออกสู่บรรยากาศภายนอก พืชกลับนำไปออกซิไดส์ส่วนประกอบและสารอาหารต่างๆภายในเซลล์ รวมทั้งคลอฟิลล์ทำให้สีของคลอโรฟิลล์จางลง ประสิทธิภาพของคลอโรฟิลล์และเอนไซม์เสื่อมลง ทำให้การสร้างน้ำตาลลดลง

การวัดค่าแสงมีความสำคัญที่แตกต่างกันในต้นไม้แต่ละชนิด เช่น ต้นหน้าวัว สภาพที่เหมาะกับการปลูกดอกหน้าวัว จะเจริญเติบโตได้ดีอยู่ที่ระดับความเข้มของแสง 16,000 – 27,000 ลักซ์ หากระดับความเข้มของแสงน้อยกว่านี้ ต้นจะผอม ก้านจะอ่อน ให้ดอกน้อย หากระดับความเข้มของแสงเกินที่กำหนดจะทำให้ต้นแตกกิ่งข้างได้ดี แต่สีของจานรองดอกซีดเหลือง ปลีไหม้ โดยทั่วไปหน้าวัวต้องการแสงที่ประมาณ 30 % ดังนั้นเราต้องมีการพรางแสง 70 – 80 % จึงควรมีการวัดความเข้มแสงเป็นประจำ เป็นต้น

1. ความเข้มของแสง (Light Intensity) คือปริมาณทั้งหมดที่พืชได้รับ ซึ่งความเข้มของแสงจะแตกต่างกันตามพื้นที่ เวลา ฤดูกาล อิทธิพลของความเข้มของแสงต่อการเจริญเติบโตของพืช คือ ความเข้มของแสงที่เหมาะสม โดยที่มีปัจจัยอื่น ๆ เหมาะสมและการหายใจเป็นปกติ ระดับความเข้มของแสงที่เหมาะสมต่อพืชแต่ละชนิดจะแตกต่างกันไป อาจแบ่งพืชตามความต้องการความเข้มของแสงออกได้เป็น                                                                                                                                         
- พืชในร่ม เป็นพืชที่ต้องการความเข้มของแสงน้อยจึงจะเจริญเติบโตได้ดี พืชพวกนี้มักนิยมปลูกไว้ในร่ม ตามชายคาบ้าน บริเวณข้างหน้าต่าง และไม้ประดับอาคารสถานที่                                                                                    
- พืชกึ่งร่มกึ่งแจ้ง เป็นพืชที่ต้องการแสงที่มีการพรางหรือลดความเข้มของแสงลงแล้ว พืชพวกนี้นิยมปลูกในที่ร่มที่มีแสงแดดรำไร                                                                                                   
- พืชกลางแจ้ง พวกนี้ต้องการความเข้มของแสงสูง มีการเจริญเติบโตได้ดีในที่กลางแจ้ง พวกนี้จะเป็นพืชที่ปลูกอยู่ทั่วไป                                                                                                                                   

 ความเข้มของแสงที่ต่ำเกินไป เมื่อความเข้มของแสงไม่เพียงพอ จะทำให้มีอัตราการเจริญเติบโตต่ำ และให้ผลผลิตน้อย หรือผลผลิตมีคุณภาพต่ำ กรณีที่แสงมีความเข้มต่ำ อัตราการสังเคราะห์แสงก็จะต่ำ ส่งผลให้มีอาหารน้อยตามไปด้วย เมื่อพืชมีอาหารต่ำอยู่แล้ว การสร้างสารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตจะเกิดได้น้อย พืชจะมีการเจริญเติบโตช้า และมีผลผลิตต่ำ หรือผลผลิตมีคุณภาพต่ำ                                                                                                                                         

ความเข้มของแสงที่สูงเกินไป จะทำให้พืชบางชนิดมีปริมาณคลอโรฟิลล์ลดลง หรือคลอโรฟิลล์มีประสิทธิภาพต่ำลง อุณหภูมิของใบเพิ่มขึ้น และยังเป็นผลให้ระบบน้ำย่อยลดการเปลี่ยนน้ำตาลไปเป็นแป้งลง ทำให้พืชมีการสะสมน้ำตาลแทนแป้ง ทำให้การสังเคราะห์แสงลดลง

2.คุณภาพของแสง (Light quality) หมายถึง ความยาวของคลื่นแสง ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

คลื่นแสงที่มองไม่เห็น (Invisible light) ได้แก่ แสงเหนือม่วง (Ultra Violet, UV) ซึ่งเป็นตัวการในการยับยั้งการเจริญเติบโตของพืช และแสง Infra Red ซึ่งจะทำให้ปล้องของพืชยืดยาวออก

คลื่นแสงที่มองเห็น (Visible light) มีหลายความยาวคลื่น โดยแต่ละช่วงความยาวคลื่นจะมีสีต่างกัน แสงในกลุ่มนี้จะมีผลต่อพืช คือ                                                                                                   
- แสงสีม่วงและสีน้ำเงิน เกี่ยวข้องกับการตอบสนองของพืชต่อแสงที่เรียกว่า Phototropism                                        
- แสงสีเขียว ระงับการเจริญเติบโตของพืช                                                                                              
- แสงสีเหลืองและสีส้ม เกี่ยวข้องกับการงอกของเมล็ด                                                                        
- แสงสีแดง ส่งเสริมการงอกของเมล็ด                                                                                                       
- แสงสีไกลแดง (Far Red) ยับยั้งการงอกของเมล็ด

3. ช่วงแสง หมายถึง ระยะเวลานานของแสงในแต่ละวัน ซึ่งช่วงแสงในแต่ละวันจะแตกต่างกันไปตามฤดูกาลและท้องถิ่น โดยทั่วไปช่วงแสงจะมีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตด้านลำต้น และการเจริญเติบโตด้านสืบพันธุ์ การตอบสนองของพืชต่อช่วงแสงแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

1. พืชวันสั้น เป็นพืชผักที่มีความต้องการช่วงแสงในวันหนึ่งๆสั้นกว่าช่วงวันวิกฤติ
 จึงจะออกดอก โดยช่วงวันวิกฤตนี้จะมีค่าแตกต่างกันไปในพืชแต่ ละชนิดซึ่งพืชส่วนใหญ่จะมีช่วงวันวิกฤติ 12-14 ชั่วโมง พืชวันสั้น ได้แก่ กะหล่ำปม กะหล่ำดอก กะหล่ำดาว ผักกาดหอม เป็นต้น ดังนั้นผักสลัดซึ่งจัดอยู่ในตระกูลกะหล่ำจึงจัดเป็นพืชวันสั้นเช่นกัน

2. พืชวันยาว เป็นพืชผักที่ต้องการช่วงแสงในวันหนึ่งๆยาวกว่าช่วงวันวิกฤติ ได้แก่  ผักโขม เป็นต้น

3.พืชที่ไม่ตอบสนองต่อช่วงแสง เป็นพืชผักที่สามารถเจริญได้ดีไม่ว่าจะมีช่วงแสงสั้นหรือยาว ได้แก่ มะเขือเทศ ข้าว ข้าวโพด เป็นต้น

โฟโตเพอริโอดิซึม ( Photoperiodism)หรือการตอบสนองต่อช่วงแสง เป็นปฏิกิริยาทางสรีรวิทยาของสิ่งมีชีวิตในการตอบสนองต่อความยาวของกลางวันหรือกลางคืน เกิดขึ้นทั้งในพืชและสัตว์

ในพืช   พืชมีดอกส่วนใหญ่จะมีโปรตีนรับแสง (photoreceptor protein) เช่นโฟโตโครม เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงฤดูกาลเกี่ยวกับความยาวของกลางคืน หรือช่วงที่มีแสงเพื่อสร้างสัญญาณสำหรับการออกดอก พืชที่ตอบสนองต่อช่วงแสงอย่างแน่นอนจะต้องการกลางคืนที่ยาวหรือสั้นก่อนออกดอก ในขณะที่พืชที่ตอบสนองต่อช่วงแสงไม่ชัดเจนจะออกดอกในช่วงที่มีแสงเหมาะสม โดยการออกดอกจะขึ้นกับระยะเวลาของกลางคืน พืชที่ตอบสนองต่อช่วงแสงจะแบ่งเป็นพืชวันยาวกับพืชวันสั้น ขึ้นกับกลไกที่ถูกควบคุมด้วยจำนวนชั่วโมงตอนกลงคืนไม่ใช่ความยาวของช่วงกลางวัน โดยแสงทำให้ไฟโตโครมอยู่ในรูปที่ทำงานได้ กลายเป็นนาฬิกาชีวภาพสำหรับวัดเวลากลางวันหรือกลางคืน นอกจากการออกดอก การตอบสนองต่อช่วงแสงยังขึ้นกับการเจริญของยอดหรือรากในแต่ละฤดู หรือการร่วงของใบ

ความยาวของช่วงกลางวันที่มีผลต่อการออกดอกของพืชเรียกว่าช่วงวันวิกฤติ (Critical day length) ส่วนใหญ่พืชที่ตอบสนองต่อช่วงวันมักเป็นพืชในเขตอบอุ่นแบ่งพืชตามการตอบสนองต่อช่วงวันออกเป็นสามกลุ่มคือ

-พืชวันสั้น คือพืชที่ออกดอกเมื่อช่วงกลางวันสั้นกว่าช่วงวันวิกฤติ เช่น เบญจมาศ ยาสูบ สตรอเบอรี่

-พืชวันยาว คือพืชที่ออกดอกเมื่อช่วงกลางวันยาวกว่าช่วงวันวิกฤติ เช่น ข้าวสาลี ผักโขม

-พืชที่ไม่ตอบสนองต่อช่วงวัน การออกดอกของพืชไม่ขึ้นกับช่วงวัน เช่น มะเขือเทศ แตงกวา ฝ้าย

สินค้านี้ยังไม่มีคนรีวิว
คำถาม
รายละเอียด
ชื่อผู้ถาม
ข้อมูลสำหรับการติดต่อกลับ (ไม่เปิดเผย เห็นเฉพาะเจ้าของร้าน)
อีเมล
เบอร์มือถือ
  • ถาม
สินค้านี้ยังไม่มีคนถามคำถาม

มีปัญหาเรื่องการสั่งซื้อสินค้า กรุณา ติดต่อกับทางร้าน เกี่ยวกับรายละเอียดในการชำระเงิน

ธ.กรุงเทพ สาขาบางเลน สะสมทรัพย์
ธ.กสิกรไทย สาขานครปฐม ออมทรัพย์
เพื่อความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายและมิตรภาพที่ดีต่อกัน กรุณาทำความเข้าใจเงื่อนไข

รายการสินค้า

     สั่งซื้อสินค้า และให้คำปรึกษา    

      ผ่านทาง     line id:@kaset   

           เพิ่มเพื่อน

ค้นหารหัสพัสดุ

  • ค้นหา
*ใส่ order id หรือ email ที่ใช้ในการสั่งซื้อ
ดูรหัสพัสดุทั้งหมด »

ติดตามสินค้า

STATISTICS

หน้าที่เข้าชม1,445,173 ครั้ง
ผู้ชมทั้งหมด963,700 ครั้ง
ร้านค้าอัพเดท20 ต.ค. 2560

MEMBER

เข้าสู่ระบบด้วย
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก

ยังไม่มีบัญชีเทพ สร้างบัญชีใหม่ ไม่เกิน 5 นาที
สมัครสมาชิก (ฟรี)
ตะกร้าของฉัน (0)
มีสินค้าทั้งหมด 0 ชนิด 0 ชิ้น
0 บาทราคาสินค้าทั้งหมด
(ยังไม่รวมค่าจัดส่ง)
สั่งซื้อสินค้า
ตะกร้า
( 0 )
รายการสั่งซื้อของฉัน
เข้าสู่ระบบด้วย
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก

ยังไม่มีบัญชีเทพ สร้างบัญชีใหม่ ไม่เกิน 5 นาที
สมัครสมาชิก (ฟรี)
รายการสั่งซื้อของฉัน
ข้อมูลร้านค้านี้
ร้านสวนเกษตรผสมผสาน นครปฐม
สวนเกษตรผสมผสาน นครปฐม
ให้คำแนะนำปรึกษา ระบบการทำเกษตร ออกแบบระบบสวน เกษตรปลอดสาร เกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดสารเคมีอันตราย ฯลฯ
เบอร์โทร : 0941908875
อีเมล : kasetkawna@hotmail.com
ส่งข้อความติดต่อร้าน
เกี่ยวกับร้านค้านี้
สินค้าที่ดูล่าสุด
บันทึกเป็นร้านโปรด
Join (สมัครสมาชิกร้าน)
แชร์หน้านี้
แชร์หน้านี้
พูดคุยกับร้านนี้

TOP เลื่อนขึ้นบนสุด
Go to Top