lnwshop logo

 สามารถสั่งซื้อสินค้า และให้คำปรึกษา     ผ่านทาง     line id :@kaset  

สั่งซื้อสอบถามเพิ่มเติมหรือปรึกษาเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารเคมีอันตรายผ่านระบบ Line

โดยเพียงกดปุ่ม Add Friends ด้านล่างของเราได้เยค่ะ 

           เพิ่มเพื่อน

แคงเกอร์น็อค ชนิดน้ำ รักษาโรคแคงเกอร์

แคงเกอร์น็อค ชนิดน้ำ รักษาโรคแคงเกอร์
แคงเกอร์น็อค ชนิดน้ำ รักษาโรคแคงเกอร์ thumbnail 1แคงเกอร์น็อค ชนิดน้ำ รักษาโรคแคงเกอร์ thumbnail 2แคงเกอร์น็อค ชนิดน้ำ รักษาโรคแคงเกอร์ thumbnail 3แคงเกอร์น็อค ชนิดน้ำ รักษาโรคแคงเกอร์ thumbnail 4แคงเกอร์น็อค ชนิดน้ำ รักษาโรคแคงเกอร์ thumbnail 5แคงเกอร์น็อค ชนิดน้ำ รักษาโรคแคงเกอร์ thumbnail 6แคงเกอร์น็อค ชนิดน้ำ รักษาโรคแคงเกอร์ thumbnail 7
หมวดหมู่ แคงเกอร์ น็อค
ราคา 150.00 บาท
น้ำหนัก 1,000 กรัม
สถานะสินค้า พร้อมส่ง
แก้ไขล่าสุด 3 ส.ค. 2561
ความพึงพอใจ ยังไม่มีความคิดเห็น
จำนวน
ชิ้น
หยิบลงตะกร้า
Scan this!

ประโยชน์กำจัด ทำลาย โรคแคงเกอร์ ในพืชตระกูลส้ม มะนาว มะกรูด ส้มเขียวหวาน ส้มโอ แก้วมังกร  กระบองเพชร ชวนชม

วิธีใช้ :

1.ฉีดพ่น ใช้เชื้อน้ำในอัตรา200-300ซีซีต่อน้ำ20ลิตรหรือ1ลิตรต่อน้ำ100ลิตร

2.ผสมกับสารจับใบสำหรับชีวภัณฑ์เท่านั้นห้ามใช้น้ำยาล้างจานเป็นส่วนผสม

3.แช่เมล็ดพันธุ์ ท่อนพันธุ์ กิ่งพันธุ์ก่อนเพาะปลูก 200ซีซีต่อน้ำ10ลิตร หรือ 1ลิตรต่อน้ำ50ลิตร

4.ฉีดพ่นในช่วงเช้าที่ยังไม่มีแสงแดดหรือหลังจาก 15.00น.เป็นต้นไป หรือช่วงเวลาที่มีแสงแดดน้อยตลอดวัน

ข้อแนะนำ :
1.เก็บรักษาในอุณหภูมิปกติทั่ว  เก็บในที่ร่มไม่ถูกแสงแดดหรือน้ำฝน เก็บได้3เดือน

2.สามารถผสมรวมกับ ฮิวมิค แอซิด สาหร่ายผง กรดอะมิโน สารสกัดขยายเซลพืช

3.หลีกเลี่ยงการผสมรวมกับสารเคมีอื่นๆทุกชนิดรวมถึงเชื้อราทำลายแมลง

4.ในกรณีที่พืชเป็นโรคแล้วให้ฉีดพ่น 3ครั้งห่างกัน 3วัน

5.ใช้บีเอส+ไตรโคเดอร์มาควบคุมและป้องกันโรค ทุก10-15วันครั้ง

 

วิธีรักษาโรคแคงเกอร์ในมะนาว ส้มโอ มะกรูด ส้มเขียวหวาน แบบปลอดสารเคมี

โรคแคงเกอร์ เป็นโรคที่สำคัญในพืชตระกูลส้ม มะนาว มะกรูด ส้มเขียวหวาน ส้มโอ ก่อให้เกิดความเสียหายที่รุนแรงมากเกิดได้กับทุกส่วนของต้น โรคระบาดในฤดูฝน และฤดูหนาวที่มีหมอกลง อาการของโรคทำให้ต้นโทรม แคระแกรน ใบร่วง ผลร่วง กิ่งแห้งตาย ผลผลิตลดลงไม่มีคุณภาพ เป็นมากต้นก็ตายได้ โรคแคงเกอร์มีแหล่งกำเนิดอยู่ในเขตร้อนของทวีปเอเชีย เป็นแหล่งปลูกพืชตระกูลส้มและแพร่กระจายพื้นที่อื่นๆทั่วโลก

อาการของโรคแคงเกอร์

เชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas campestris pv. citri (Hasse) Dye สามารถเข้าทำลายบริเวณส่วนเหนือดินของพืชตระกูลส้ม ทำลายได้ทุกส่วนทั้งที่พืชอายุยังน้อยหรือปลูกมาหลายปี ทั้งใบ กิ่ง ก้าน ลำต้น ผล โดยส่วนของใบและกิ่งอ่อนที่ถูกเชื้อจะแสดงอาการภายใน10-12วันหลังจากเริ่มแตกยอดอ่อน ใบแก่จะมีความต้านทานโรคมากกว่าใบอ่อนเนื่องจากมีปากใบที่เปิดแคบมีคิวติเคิลปกคลุมทำให้ปากใบหนาเชื้อจึงเข้าทำลายได้ยากตรงข้ามกับใบอ่อน ปากใบเปิดกว้าง เชื้อจึงเข้าทำลายได้ง่ายเมื่อเชื้อเข้าทำลายรุนแรงมีผลให้ต้นส้มทรุดโทรม ใบร่วง ผลผลิตตกต่ำไม่มีคุณภาพผิวไม่สวย ที่สำคัญผลผลิตขายไม่ได้ราคา

ลักษณะอาการบนใบ

ในระยะแรกมีอาการเกิดเป็นจุดแผลกลมขนาดเท่าหัวเข็ม ขนาด2-10มิลิลิเมตร ขนาดของแผลขึ้นอยู่กับอายุของพืช ณ เวลาที่เชื้อเข้าทำลายแล้ว 7-10วัน จะเห็นชัดเจนขึ้นและไม่นานจะสังเกตเห็นไดที่หน้าใบด้วยอาการของแผลจะเป็นจุดนูนสีน้ำตาลทั้งหน้าใบและหลังใบ โดยด้านหลังใบจะเห็นหรือสัมผัสได้ชัดเจนกว่า แผลมีลักษณะฟองฟูขึ้นมาเป็นสีเหลืองอ่อน ต่อมาแผลจะเปลี่ยนเนื้อเยื่อให้แข็งมีสีน้ำตาลเข้มมากขึ้นตรงกลางแผลยุบตัว ขอบแผลยกตัว บริเวณขอบแผลคลอโรฟิลของใบสีซีดลงจากเนื้อเยื่อปกติ ทำให้เห็นเป็นสีเหลืองล้อมบริเวณแผล แผลจะเกิดทุกส่วนของใบรวมถึงก้านใบด้วย ทำให้ใบร่วงก่อนกำหนด

ลักษณะอาการบนกิ่งและต้น

มักจะเกิดบนกิ่งอ่อนโดยเฉพาะกิ่งอ่อนของมะนาวแผลที่เกิดลักษณะคล้ายกับที่พบบนใบ ต่อมาแผลจะแห้ง แตกและแข็ง เป็นสีน้ำตาลขยายรอบกิ่งหรือขยายตามความยาวกิ่ง มีรูปร่างไม่แน่นอนและไม่มีวงสีเหลืองล้อมรอบ เชื้อที่อยู่ในกิ่งนั้นสามารถอยู่ได้เป็นเวลานาน สามารถทำให้เป็นแหล่งแพร่เชื้อในฤดูฝนต่อไปได้

,ลักษณะอาการบนผล

อาการบนผลจะเป็นมาก ในต้นที่พบ โรคแคงเกอร์ มาก คล้ายกับบนในแต่จะเกิดเดี่ยวๆมีลักษณะกลม แผลจะฝังลึกลงไปในผิวของผลประมาณ 1มิลลิเมตร แผลขยายตัวมีวงกว้างมีรูปร่างที่ไม่แน่นอนพบวงสีเหลืองล้อมรอบชัดเจน อายุผลอยู่ได้นานทำให้เกิดการทำลายซ้ำ ผลจะร่วง แตก เปิดโอกาสให้เชื้อแบคทีเรียชนิดอื่นๆเข้าทำลายได้ทำให้ผลส้ม มะนาวแตกและเน่าได้

ลักษณะอาการของโรคร่วมกับหนอนชอนใบ

การเข้าทำลายของหนอนชอบใบส้ม เปิดช่องทางให้เชื้อแบคทีเรียสาเหตุของโรค แคงเกอร์ เข้าทำลายทำให้เพิ่มจำนวนแผลเป็นสาเหตุให้โรคแคงเกอร์ลุกลามอย่างรวดเร็ว แผลที่เกิดขึ้นมีลักษณะตามรอยทางเดินในการกินอาหารของหนอนชอนใบ หนอนจะกินอาหารจากชั้นผิว epidermis ของใบส้ม มะนาว ซึ่งต่ำกว่าชั้น cuticle ทำให้เกิดรอยแตกจำนวนมากของใบตามรอยกัดของหนอนชอนใบทำให้เชื้อแบคทีเรียสาเหตุของ โรคแคงเกอร์ เข้าทำลายโดยตรงผ่านชั้น cuticle เข้าไปในชั้นใน

วงจรการเกิดโรคแคงเกอร์

เชื้อแบคทีเรียสาเหตุของโรคแคงเกอร์ สามารถเจริญเติบโตและเพิ่มปริมาณ บนใบ กิ่งและผลของพืชตระกูลส้ม มะนาว มะกรูด ได้เมื่อมีความชื้นหรือหยดน้ำเกาะที่บริเวณจุดแผลและปล่อยเซลล์แบคทีเรียออกมาและสามารถแพร่กระจายไปในส่วนอื่นของพืชได้ น้ำฝนที่หยดผ่านใบที่มีเชื้อก็แพร่กระจายออกไปในส่วนอื่น ปกติแล้วความเร็วลมที่ 8 m/s จะช่วยให้แบคทีเรียแทรกเข้าสู่พืชได้โดยผ่านทางปากใบ และบาดแผลต่างๆ เช่น แผลที่เกิดจากรอยขีดข่วนหรือเสียดสีกันของกิ่ง หนาม การกัดกินของหนอนชอนใบ และเม็ดทรายจากลมพายุ รวมถึงแผลจากการถูกเครื่องมือทางการเกษตร โดยเชื้อที่ถูกลมพัดไปสามารถไปได้หลายกิโลเมตร โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเข้าทำลายอยู่ประมาณ 20-30 องศาเซลเซียส ถ้าอยู่ภายใต้อุณหภูมิที่ต่ำกว่าอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเข้าทำลายจะเกิดการบ่มเชื้อและแสดงอาการหลังจากปลูกเชื้อแล้วประมาณ60วันหรือมากกว่านั้น

การเพิ่มปริมาณของเชื้อแบคทีเรียสาเหตุของ โรคแคงเกอร์ จะเกิดขึ้นในระหว่างแผลที่ขยายออกไปและปริมาณต่อจุดแผลนั้นจะขึ้นอยู่กับความต้านทานโรคของพืช เชื้อที่อาศัยอยู่ในแผลใบ กิ่ง หรือผล จะสามารถมีอายุอยู่ได้นาน แต่เชื้อแบคทีเรียที่ออกมาสู่ที่ผิวของพืชจะตายเมื่อโดนแสงแดด การตายของเชื้อจะเร็วขึ้นเมื่อโดนแสงอาทิตย์โดยตรง

เชื้อแบคทีเรียสามารถมีชีวิตอยู่รอดในดินได้ไม่กี่วันและมีชีวิตอยู่บนเศษพืชที่ตกอยู่บนดินได้ไม่กี่เดือน แต่สามารถมีชีวิตอยู่ได้หลายปีในเนื้อเยื่อพืชที่ถูกเก็บไว้จนแห้ง และไม่มีดิน ตลอดเวลาในช่วงฤดูฝนเชื้อแบคทีเรียสาเหตุของ โรคแคงเกอร์

จะออกจากแผลและกลายเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อในอนาคต โดยเชื้อจะอยู่ได้ 6เดือนบนใบที่เป็นแผล อยู่บนกิ่งได้ 7เดือนหรือมากกว่า อยู่ในดินที่ผ่านการฆ่าเชื้อได้ 9วัน และดินที่ไม่ฆ่าเชื้อได้ 52วัน อยู่ในดินที่ผึ่งแดดได้ 12 วัน เชื้อสามารถติดไปกับเสื้อผ้า พลาสติก เครื่องมือทางการเกษตร

วิธีการป้องกันและรักษา โรคแคงเกอร์

การป้องกัน

1.ตัดแต่งทรงพุ่มของต้นมะนาวให้โปร่ง อย่าให้มีกิ่งแขนงเล็กๆบดบังแสงแดดที่ส่องมายังต้นมะนาว รวมถึงบริเวณโคนต้นด้วย โดยทั่วไปแล้วแบคทีเรียทั้งหลายจะถูกทำลายโดยแสงยูวีหรือความร้อนนั้นเอง

2.ให้ปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสม ในการที่เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีหรือสารเร่งโตมากเกินความจำเป็นจะทำให้มะนาวโตและยืดโครงสร้างของเซลล์มากเกินไป เป็นสาเหตุของการสะสมเชื้อราและแบคทีเรียทั้งหลาย ในช่วงหน้าฝนธาตุอาหารส่วนหนึ่งมากับน้ำฝนอยู่แล้วให้เกษตรกรพิจารณาในเรื่องการใช้สูตรปุ๋ยด้วย

3.ทำการฉีดพ่นยาฆ่าแมลง ชื่อ สามัญ:อะบาแม็กติน เพื่อกำจัดหนอนชอนใบ และไข่หนอนผีเสื้อกลางคืนทุกๆ4-7วัน ในอัตราส่วนที่กำกับตามสลากยาไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เกินปริมาณที่กำหนดแมลงอาจดื้อยาได้ในอนาคตกรณีเป็นแมลงปากกัดเช่นแมลงค่อมหรือเพลี๊ยและแมลงปากดูด ให้ใช้ยาชื่อสามัญ ไธอะมีโทแซม (thiamethoxam)โดยควรเปลี่ยนยาทุกๆ2เดือนสลับกันไปเพื่อป้องกันการดื้อยาของแมลง

4.หลีกเลี่ยงการรดน้ำมะนาวในช่วงเวลาเย็นตั้งแต่ 17.00น.เป็นต้นไป เพราะเชื้อราและแบคทีเรียจะเติบโตได้ดีในที่มีอากาศเย็นความชื้นสัมผัสสูงนั้นเอง ไม่ควรใช้สปริงเกอร์แบบกระจายไปทั่วสวนแต่ควรกำหนดเฉพาะจุดโคนต้นมะนาวเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงความชื้นในใบและกิ่งของมะนาว

5.หลีกเลี่ยงการทำให้ใบและกิ่งของมะนาวเกิดแผลหรือรอยถลอกต่างๆ ห้ามให้กิ่งเสียดสีกันเองหรือเสาค้ำต้นมะนาวทำความสะอาดหรือจุ่มเครื่องมือตัดแต่งกิ่ง หรือตอนกิ่ง ในแคงเกอร์ น็อค

6.ปลูกต้นไม้หรือสร้างแนวยังลมเพื่อลดความเร็วลมในการพัดพาเชื้อสาเหตุของโรคแคงเกอร์หลีกเลี่ยงการทำงานในสวนที่มีหยดหรือละอองน้ำติดอยู่ที่ใบพืช

7.พืชตระกูลส้มหรือมะนาวที่สมบูรณ์แข็งแรง นั้นมีช่วงเวลาที่อ่อนแอต่อโรค ประมาณ 90วัน นับตั้งแต่กลีบดอกเริ่มร่วง ให้เฝ้าระวังการติดเชื้อเป็นพิเศษ ใช้แคงเกอร์ น็อคทุก7วัน

8.เชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas สามารถเกาะติดอยู่ในชั้นดินบริเวณรากของวัชพืช วัชพืชที่เป็นไม้เลื้อยหรือแทงยอดไปในบริเวณต้นพืชตระกูลส้มหรือมะนาวเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคแคงเกอร์ซ้ำหลังจากถูกกำจัดไปจากต้นแล้ว นั้นเป็นหนึ่งในหลายๆเหตุผลที่เกษตรกรไม่อาจอยู่ร่วมกับวัชพืชได้

9.หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีฉีดพ่นทางใบ ปุ๋ยเคมีทางโคนต้น อย่างสม่ำเสมอหรือใช้จนเกินความจำเป็น หรือสารต่างๆที่มีผลต่อการกำจัดเชื้อราและแบคทีเรีย สิ่งเหล่านี้จะมีผลข้างเคียงที่จะทำให้พืชอ่อนแอ ในอนาคตที่สำคัญเมื่อโตขึ้นจะไม่อาจต้านทานโรคใดๆได้ด้วยตัวเอง พืชต้องการสารอาหารมากกว่าที่เราคิด อินทรียวัตถุ (Organic matter)และอนินทรีย์วัตถุ(mineral matter)คือสิ่งที่จำเป็น

10.ฉีดพ่นเชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดน้ำทุก7,10,15หรือ30วันเพื่อป้องกันและควบคุมโรคพืชสาเหตุจากเชื้อรา เช่นโรคราดำ ราน้ำหมาก เป็นต้น เป็นการสร้างเกราะชีวภาพให้กับพืช การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ

ข้อแนะนำ: 

1.เกษตรกรไม่ควรใช้ด่างทับทิม หรือ โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต (Potassium permanganate – สูตรทางเคมี : KMnO4) คือ สารเคมีประเภท Inorganic (อนินทรีย์) ชนิดหนึ่ง ซึ่งปกติแล้วมีไว้ใช้ทำสารฟอกขาว สามารถนำใช้เป็นยาฆ่าเชื้อโรค เชื้อรา และเชื้อแบคทีเรียในผักผลไม้ได้เป็นอย่างดี โดยนิยมนำมาผสมกับน้ำ (ใช้ประมาณ 4-5 เกล็ด ผสมกับน้ำประมาณ 4-5 ลิตร) และแช่ผักผลไม้ รวมไปถึงเนื้อสัตว์ต่างๆ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยฆ่าเชื้อโรคได้เท่านั้น แต่ยังสามารถใช้ล้างสารเคมีที่ตกค้างอยู่ในผักผลไม้ได้อีกด้วยจึงมีผลโดยตรงต่อกลุ่มที่ปลูกมะนาวแบบเคมีและอินทรีย์ จากคุณสมบัติข้างต้น จะล้างสารกำจัดแมลงที่เกษตรกรฉีดพ่นไปแล้วโดยไม่รู้ตัว ทำลายเชื้อราและแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อพืชไปด้วยและทำให้เกราะชีวภาพของพืชถูกทำลาย

2.น้ำปูนใส น้ำปูนพวกนี้เป็นด่าง ไม่ควรผสมรวมกับปุ๋ยทางใบที่เป็นกรด หรือผสมกับสารสมุนไพร เพราะจะทำให้ทั้งปุ๋ย และน้ำปูนใสเสื่อมสภาพก่อนจะมาเป็นปูนแดง ปูนขาว เป็นวัสดุที่ได้จากการเผาหินปูน (แคลเซียมคาร์บอเนต) โดยใช้ความร้อนสูง จะได้เป็นปูนสุก (แคลเซียมออกไซด์, CaO) เมื่อเย็นตัวลงแล้วพรมน้ำให้ชุ่ม ปูนสุกจะทำปฏิกิริยากับน้ำได้เป็น แคลเซียมไฮดรอกไซด์ ส่วนที่เป็นผงแห้งได้เป็น ปูนขาว .... ปูนแดง ได้มากจากการผสมปูนขาวกับผงขมิ้น จากนั้นทางปฎิกริยาเคมี ก็จะเปลี่ยนปูนขาวเป็นสีแดง เลยเรียกว่าปูนแดง

จาก CaO + H2O = Ca(OH)2 ก็คือเอาปูนขาวหรือปูนแดง ผสมกับน้ำ ก็จะได้ สารละลาย แคลเซียมไฮดรอกไชค์ หรือน้ำปูนใสนั่นเอง (คุณสมบัติเป็นด่าง) คุณสมบัติของสารละลายตัวนี้ก็คือ เมื่อจับตัวกับก๊าช คาร์บอนไดอ๊อกไชค์ ที่ใบพืชจะได้ผลึกหินปูนเล็กๆเคลือบอยู่ที่ใบและกิ่งของพืช ส่วนหนึ่งช่วยป้องกันเชื้อราและแบคทีเรียได้ในระดับหนึ่งแต่ใช้บ่อยต้นไม้จะแคระแกรน ประสิทธิภาพการทำงาน การสังเคราะห์แสงหรือสะสมอาหารของใบพืชจะลดลงหรือใบอาจไหม้เนื่องจากความร้อนได้

3.ไม่สมควรเอาขี้ทุกชนิดมาละลายน้ำฉีดพ่น มันมีเชื้อโรคปะปนอยู่อาจซึมเข้าผลหรืออยู่ในส่วนลำต้น ใบ หนาม เมื่อเกษตรกรเกิดบาดแผลเชื้อโรคจะเข้าสู่บาดแผลได้ง่าย ปกติแล้วดินของเกษตรกรจะมีความเป็นกรดเนื่องจากใช้ปุ๋ยเคมีมากเกินไปแต่ในเยี่ยวของสัตว์กินหญ้ามีความเป็นด่างจึงเป็นการช่วยปรับสมดุลของดิน จริงอยู่ที่ขี้และเยี่ยวของสัตว์มียูเรีย ฮอร์โมนและแร่ธาตุที่พืชสามารถใช้ได้โดยตรงอยู่จำนวนหนึ่งแต่ท่านก็ควรหาวิธีที่มันดูดีกว่าใช้กันแบบตรงๆนะ

สินค้านี้ยังไม่มีคนรีวิว
คำถาม
รายละเอียด
ชื่อผู้ถาม
ข้อมูลสำหรับการติดต่อกลับ (ไม่เปิดเผย เห็นเฉพาะเจ้าของร้าน)
อีเมล
เบอร์มือถือ
  • ถาม
สินค้านี้ยังไม่มีคนถามคำถาม

มีปัญหาเรื่องการสั่งซื้อสินค้า กรุณา ติดต่อกับทางร้าน เกี่ยวกับรายละเอียดในการชำระเงิน

ธ.กรุงเทพ สาขาบางเลน สะสมทรัพย์
ธ.กสิกรไทย สาขานครปฐม ออมทรัพย์
เพื่อความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายและมิตรภาพที่ดีต่อกัน กรุณาทำความเข้าใจเงื่อนไข

รายการสินค้า

     สั่งซื้อสินค้า และให้คำปรึกษา    

      ผ่านทาง     line id:@kaset   

           เพิ่มเพื่อน

ค้นหารหัสพัสดุ

  • ค้นหา
*ใส่ order id หรือ email ที่ใช้ในการสั่งซื้อ
ดูรหัสพัสดุทั้งหมด »

ติดตามสินค้า

STATISTICS

หน้าที่เข้าชม2,101,139 ครั้ง
ผู้ชมทั้งหมด1,411,103 ครั้ง
ร้านค้าอัพเดท20 ส.ค. 2561

MEMBER

เข้าสู่ระบบด้วย
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก

ยังไม่มีบัญชีเทพ สร้างบัญชีใหม่ ไม่เกิน 5 นาที
สมัครสมาชิก (ฟรี)
ตะกร้าของฉัน (0)
มีสินค้าทั้งหมด 0 ชนิด 0 ชิ้น
0 บาทราคาสินค้าทั้งหมด
(ยังไม่รวมค่าจัดส่ง)
สั่งซื้อสินค้า
ตะกร้า
( 0 )
รายการสั่งซื้อของฉัน
เข้าสู่ระบบด้วย
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก

ยังไม่มีบัญชีเทพ สร้างบัญชีใหม่ ไม่เกิน 5 นาที
สมัครสมาชิก (ฟรี)
รายการสั่งซื้อของฉัน
ข้อมูลร้านค้านี้
ร้านสวนเกษตรผสมผสาน นครปฐม
สวนเกษตรผสมผสาน นครปฐม
ให้คำแนะนำปรึกษา ระบบการทำเกษตร ออกแบบระบบสวน เกษตรปลอดสาร เกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดสารเคมีอันตราย ฯลฯ
เบอร์โทร : 0941908875
อีเมล : kasetkawna@hotmail.com
ส่งข้อความติดต่อร้าน
เกี่ยวกับร้านค้านี้
บันทึกเป็นร้านโปรด
Join (สมัครสมาชิกร้าน)
แชร์หน้านี้
แชร์หน้านี้

TOP เลื่อนขึ้นบนสุด
Go to Top
พูดคุย-สอบถาม คลิก