lnwshop logo

 สามารถสั่งซื้อสินค้า และให้คำปรึกษา     ผ่านทาง     line id :@kaset  

สั่งซื้อสอบถามเพิ่มเติมหรือปรึกษาเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารเคมีอันตรายผ่านระบบ Line

โดยเพียงกดปุ่ม Add Friends ด้านล่างของเราได้เยค่ะ 

           เพิ่มเพื่อน

ไบโอวิน ป้องกันรักษาโรคที่รุนแรงในกุ้ง

ไบโอวิน ป้องกันรักษาโรคที่รุนแรงในกุ้ง
ไบโอวิน ป้องกันรักษาโรคที่รุนแรงในกุ้ง thumbnail 1ไบโอวิน ป้องกันรักษาโรคที่รุนแรงในกุ้ง thumbnail 2ไบโอวิน ป้องกันรักษาโรคที่รุนแรงในกุ้ง thumbnail 3ไบโอวิน ป้องกันรักษาโรคที่รุนแรงในกุ้ง thumbnail 4ไบโอวิน ป้องกันรักษาโรคที่รุนแรงในกุ้ง thumbnail 5ไบโอวิน ป้องกันรักษาโรคที่รุนแรงในกุ้ง thumbnail 6ไบโอวิน ป้องกันรักษาโรคที่รุนแรงในกุ้ง thumbnail 7ไบโอวิน ป้องกันรักษาโรคที่รุนแรงในกุ้ง thumbnail 8ไบโอวิน ป้องกันรักษาโรคที่รุนแรงในกุ้ง thumbnail 9ไบโอวิน ป้องกันรักษาโรคที่รุนแรงในกุ้ง thumbnail 10ไบโอวิน ป้องกันรักษาโรคที่รุนแรงในกุ้ง thumbnail 11ไบโอวิน ป้องกันรักษาโรคที่รุนแรงในกุ้ง thumbnail 12ไบโอวิน ป้องกันรักษาโรคที่รุนแรงในกุ้ง thumbnail 13
หมวดหมู่ จุลินทรีย์ โปรไบโอติกส์
ราคาปกติ 400.00 บาท
ลดเหลือ 350.00 บาท
น้ำหนัก 100 กรัม
สถานะสินค้า พร้อมส่ง
แก้ไขล่าสุด 30 มิ.ย. 2561
ความพึงพอใจ ยังไม่มีความคิดเห็น
จำนวน
ชิ้น
หยิบลงตะกร้า
Share
Scan this!

จุลินทรีย์ ไบโอวิน (BIO WIN)

สารสกัดและจุลินทรีย์เข้มข้นทำลายเชื้อโรคในกุ้ง ป้องกันและรักษาโรคที่ติดเชื้อรุนแรงและเรื้อรัง

ประโยชน์

ฆ่า ทำลาย โปรโตซัว พยาธิในลำไส้ เชื้อรา แบคทีเรียและไวรัส สาเหตุของ โรคขี้ขาว โรคEMS โรคหัวเหลือง โรคติดเชื้อในตับ โรคตัวแดงดวงขาว โรคเกี่ยวกับระบบเหงือกกุ้ง

ประกอบด้วย

1.หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้น มากกว่า 5สายพันธุ์ สามารถทำงานเต็มประสิทธิภาพ ในน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม

2.อาหารเลี้ยงเชื้อ สารอาหารที่เหมาะสมและผสมได้สัดส่วนอย่างลงตัว

3.เอนไซม์+กรดอินทรีย์+สารอินทรีย์สกัดเข้มข้น

วิธีการใช้

ใช้โดยตรง

ป้องกันโรค : ใช้ 3กรัมต่ออาหารกุ้ง 1 กิโลกรัม (1ซอง 100กรัมผสมอาหารกุ้งได้ 34 กิโลกรัม)

รักษาโรค   : ใช้ 5-10กรัมต่ออาหารกุ้ง 1 กิโลกรัม (1ซอง 100กรัมผสมอาหารกุ้งได้ 20-10 กิโลกรัม)

กินติดต่อกัน 7วัน วันละ2มื้อ(เช้า,เย็น)เห็นผลภายใน3-5วัน

เต็มประสิทธิภาพ ใช้ได้ทั้ง น้ำจืด น้ำกร่อยและน้ำเค็ม

ปลอดภัยจากสารเคมี ไม่มีสารตกค้างในตัวกุ้ง

2.ขยายเชื้อเพื่อเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์

ไบโอวิน จำนวน 1ซอง (100กรัม) +กากน้ำตาล 0.5กิโลกรัม+ น้ำสะอาด 50 ลิตร

กวนให้เข้ากัน แช่ทิ้งไว้ 36ชั่วโมง โดยปิดฝาให้มิดชิด กวนเชื้อในถังเลี้ยงเชื้อวันล่ะ 2-3ครั้ง

นำจุลินทรีย์ที่ขยายเชื้อ ไปผสมอาหารสำเร็จรูป 50 ซีซี./ อาหารสำเร็จรูป 1 กก. ในสภาวะปกติ หรือ 100-200 ซีซี / อาหาร 1 กก. กรณีกุ้งหรือสัตว์น้ำเริ่มตายหรือมีอาการของโรคในกุ้ง ผสมให้ ทั่วถึงแต่อย่าให้อาหารเปียกจนจับเป็นก้อน หรือนำมาพึ่งลมจนแห้ง ประมาณ 10-30นาที ให้ทุกมื้อจนพ้นระยะเสี่ยงของโรค หรือ ประมาณ45-60 วัน

นำจุลินทรีย์ที่ขยายเชื้อ ใส่ลงในถังอาร์ทีเมีย(ไรแดง) แรกฟัก อัตราส่วน 1 ลิตร ต่ออาร์ทีเมีย 100 ลิตร นาน 2 - 24 ชั่วโมงนำไปอาร์ทีเมียไปใช้อนุบาลลูกกุ้งหรือลูกปลา

ควรผสมจุลินทรีย์ที่ขยายเชื้อ ให้กุ้งหรือสัตว์น้ำกินตั้งแต่เริ่มให้ อาหารมื้อแรกอาหารเม็ดสำเร็จรูป อาหารเสริม อาหารสด รวมทั้งอาหารเตรียมเอง

ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับตัวกุ้ง

1.เพิ่มการดูดซึมสารอาหารและช่วยย่อยอาหารให้เร็วขึ้น กินอาหารได้มากขึ้น ฟื้นสภาพจากการติดเชื้อหรือเจ็บป่วยได้อย่างรวดเร็ว

2.เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในลำไส้ และปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหารของสัตว์น้ำ 

3.ฆ่า ทำลาย โปรโตซัว พยาธิในลำไส้ เชื้อรา แบคทีเรียและไวรัส สาเหตุของ โรคขี้ขาว โรคEMS โรคหัวเหลือง โรคติดเชื้อในตับ โรคตัวแดงดวงขาว โรคเกี่ยวกับระบบเหงือกกุ้ง

4.เร่งผลิตกรดอินทรีย์ เอนไซม์ช่วยย่อยเซลลูโลส โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต 

5.แบคทีเรียช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในสัตว์น้ำป้องกันเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่เป็นอันตราย ยับยั้งเชื้อก่อโรค

6.สัตว์น้ำมีสุขภาพดี แข็งแรง ระบบการหมุนเวียนเลือดและอาหารสมบูรณ์ต้านทานต่อโรคต่างๆ ได้มากขึ้น 

7.เพิ่มอัตราการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำในแต่ละวัน (ADG)  Average Daily Gain หรืออัตราการเจริญเติบโต/ตัว/วัน. การคิดอัตราการเจริญเติบโต/ตัว/วัน

8.เพิ่มอัตราการรอดชีวิตของสัตว์น้ำ เนื่องจากความแข็งแรงโตไวและอาศัยอยู่ในสุขลักษณะที่เหมาะสมรวมถึงลดการใช้ยาปฏิชีวนะ ลดปัญหา อาการท้องเสีย 

9. ป้องกันกำจัดและทำลายแบคทีเรีย สาเหตุของโรคขี้ขาวในกุ้ง โรคติดเชื้อในตับ โรคที่เกิดกับปลาและสัตว์น้ำทุกชนิด

10.ยับยั้งการเจริญเติบโตและการทำลายเม็ดเลือดของแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุโรคเรืองแสงในกุ้งกุลาดำเกิดจากเชื้อ วิบริโอ ฮาวีอาย (Vibrio harveyi) ซึ่งเป็นแบคทีเรียแกรมลบ มีลักษณะ รูปร่างเป็นท่อนสั้น ๆ สามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยหนวด

11.ไร้สารตกค้าง ไม่มีผลค้างเคียง ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ สะอาด ปลอดภัยต่อคนและสัตว์ ปราศจากสารเคมี ไม่มีสีสังเคราะห์

เมื่อใดจึงจะใช้จุลินทรีย์ ไบโอวิน
1. สภาพแหล่งน้ำที่ใช้เลี้ยงกุ้งมีมลภาวะปนเปื้อนอย่างรุนแรงหรือในฤดูกาลที่ดินฟ้าอากาศวิปริต เช่น ฝนแล้งจัด อากาศเย็น การเลี้ยงตามฤดูกาลในฤดูฝนชนหนาวหรือแล้งชนฝน
2. เมื่อบ่อมีสภาพเก่าให้เลี้ยงกุ้งมานานๆ สภาพดิน พื้นบ่อเลวลง ขาดสมดุลทางธรรมชาติ มีกลิ่นเน่าเหม็น พื้นบ่อมีสำดำ
3. มีการเลี้ยงกุ้งด้วยอัตราการปล่อยกุ้งที่ค่อนข้างหนาแน่น ทำให้มีการให้อาหารปริมาณมาก
4. ในการเลี้ยงที่มีน้ำจำกัดหรือระบบน้ำที่ใช้ยังไม่สมบูรณ์ ใช้น้ำหมุนเวียนเร็วเกินไป น้ำที่ใช้แล้วจะนำมาใช้ใหม่มีการฟักตัวน้อย
5. มีความจำเป็นที่จะต้องเลี้ยงกุ้งทั้งๆ ที่ฤดูกาลเลี้ยงไม่เหมาะสมเช่น ฤดูฝน ฤดูหนาว แล้งจัด หรือฤดูที่อากาศแปรปรวน

6.มีการแพร่ระบาดโรคกุ้งในพื้นที่หรือกุ้งเริ่มมีอาการผิดปกติให้เห็นตามอาการในลักษณะต่างๆของโรค

โรคติดเชื้อโปรโตซัว (Infections by protozoa)

โปรโตชัวเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่มีโครงการซับซ้อนอยู่ภายในเซลล์เพียงหนึ่งเซลล์อยู่ในอาณาจักร โปรติสตา แบ่งได้เป็นหลายไฟลัมจากความแตกต่างของโครงสร้างและเมตาบอลิสมของเซลล์ โปรโตซัวส่วน ใหญ่มีความใกล้เคียงกับสัตว์มากกว่าพืช โปรโตซัวอาจอยู่รวมกันเป็นโคโลนีใหญ่ๆ หรือแยกเป็นโคโลนีย่อยๆ เล็กลงก็ได้ โปรโตซัวมักจะมีรูปร่างไม่แน่นอน ขึ้นกับปริมาณและแรงดันของสารต่างๆ ภายในเซลล์ ในโลกนี้มี โปรโตซัวมากมายกว่า 50,000 สปีชีส์ โปรโตซัวเหล่านี้อยู่ได้ทั้งในน้ำใน ดิน ในสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ในสภาพแวดล้อม ที่มีปริมาณอาหารและอุณหภูมิที่เหมาะสมสามารถเพิ่มจำนวนด้วยการแบ่งตัวได้อย่างรวดเร็วภายในระยะ เวลาสองถึงสามชั่วโมง ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมจะมีขนาดเล็กลง เจริญเติบโตช้าลง และอาจสร้างซีสต์ เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ โปรโตซัวที่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำมีหลายชนิด ส่วนใหญ่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อทาง เดินหายใจ ครีบและผิวหนัง การใช้ยาหรือสารเคมีใด ๆ ในการกำจัดโปรโตซัวที่มีขนาดเล็กที่แทรกอยู่ในเนื้อเยื่อ ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายของสัตว์น้ำโดยไม่ส่งผลกระทบต่อตัวสัตว์น้ำทำได้ยาก ดังนั้นสัตว์แพทย์พึงตระหนักใน การควบคุมและการป้องกันการแพร่กระจายของโปรโตซัวเข้าสู่ระบบเลี้ยง ในกรณีที่เกิดการแพร่กระจายแล้ว การควบคุมสภาพแวดล้อมเพื่อไม่ให้เหมาะสมต่อการเพิ่มจำนวนโปรโตซัวเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

โรคที่เกิดจากเชื้อโปรโตซัว

พบเป็นในกุ้งกุลาดำในระยะอนุบาลและในระยะโตเต็มวัย สาเหตุเกิดจากการเกาะทำลายของโปรโตซัวในกลุ่มซัคทอเรีย มักจะเกิดในช่วงที่ความเค็มของน้ำเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติของน้ำเสีย
ลักษณะอาการ ลูกกุ้งจะมีลักษณะลำตัวสีขาวขุ่น การกินอาหารน้อยลงมีอัตราการตายประปราย ประมาณ 2 – 20 เปอร์เซ็นต์ทุกๆ วัน ถ้าเป็นในระยะพี 1 ขึ้นไปจะทำให้ลอกคราบไม่ออก มีคราบเดิมติดอยู่ตรงบริเวณหัวกุ้ง และจะมีอัตราการตายสูงกว่า ในกรณีที่เกิดกับกุ้งโตเหงือกจะมีสีเหลืองหรือสีน้ำตาลเป็นหย่อมๆ เหงือกจะมีลักษณะสกปรก ถ้ามีโปรโตซัวเหล่านี้หนาแน่น เหงือกจะเปื่อยพอง

โปรโตซัวจะดำรงชีวิตโดยเกาะอยู่ตามเปลือกกุ้ง ทำให้กุ้งเป็นเมือก ไม่ลอกคราบ หากเกาะที่เหงือกจะทำให้กุ้งหายใจลำบาก และอาจตาย โดยส่วนมากที่พบจะเป็น Zoothamnium sp. ซึ่งพบได้ทั่วไปในน้ำทะเล โดยหากเกาะกุ้งน้อย จะมองไม่ค่อยออกแต่จะเป็นเมือกลื่นๆ เมื่อส่องด้วยกล้องจุลทัศน์จะเห็นเป็นเส้นใยตามตัว พบได้ทั้งโรงเพาะฟัก และบ่อดิน โดยมาก จะพบในบ่อที่มีการจัดการคุณภาพน้ำไม่ดี และมีการเลี้ยงแบบหนาแน่นมาก หากพบในปริมาณมากและมีการเกาะที่เหงือกจะรุนแรง
และอันตราย เนื่องจาก กุ้งจะหายใจลำบาก และไม่กินอาหาร

โรคพยาธิและการป้องกันรักษา

โรคของกุ้งเกิดขึ้นได้ทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติและกุ้งที่เลี้ยงในบ่อ การเกิดโรคและพยาธิย่อมมีสาเหตุมาจากปัจจัยหนึ่งหรือหลายปัจจัย เมื่อปลาที่เลี้ยงเป็นโรคและพยาธิแล้วถ้าคุณสมบัติของน้ำเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อมโทรมมากขึ้น อาการของโรคก็เพิ่มทวียิ่งขึ้นและถึงตายในที่สุด

น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีวิตของกุ้ง ถ้าคุณสมบัติของน้ำเสื่อมโทรมลงอันเกิดจากการขาดออกซิเจน มีปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 20 ppm. แก๊สแอมโมเนีย ไนไตรท์ และไฮโดรเจนซัลไฟด์สูง เหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้กุ้งเกิดความเครียดและถึงตายในที่สุดได้ ดังนั้นการป้องกันโรคและพยาธิจึงทำได้ง่ายโดยรักษาคุณสมบัติของน้ำในบ่อที่เลี้ยงกุ้งให้มีสภาพดีอยู่เสมอ การใช้ยาและสารเคมีในการรักษากุ้งในระดับความเข้มข้นที่สามารถทำลายโรคและพยาธิให้ตายได้ ย่อมมีผลกระทบต่อปลาไม่มากก็น้อย จึงควรนำมาใช้เป็นวิธีสุดท้าย

หนอนพยาธิที่พบในกุ้งมีทั้งพยาธิตัวตืด พยาธิตัวกลม และพยาธิใบไม้ ซึ่งพบได้เป็นครั้งคราว กุ้งที่เป็นโรคพยาธิมักไม่แสดงอาการใดๆ และมักพบในฟาร์มที่มีการจัดการไม่ดี โรคนี้วินิฉัยด้วยวิธีการทางจุลพยาธิวิทยา และยังไม่มีรายงานการรักษาที่ได้ผล โดยอวัยวะที่มักพบตัวอ่อนของหนอนพยาธิได้บ่อยๆ ได้แก่

1.เฮปปาโตแพนเครียส ลำไส้ เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน มักพบพยาธิตัวตืดและพยาธิปากขอ

 2. เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ลำไส้ มักพบพยาธิตัวกลม และ

 3. เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เฮปปาโตแพนเครียส กล้ามเนื้อ มักพบพยาธิใบไม้

สาเหตุที่ทำให้กุ้งเป็นโรค

การทราบสาเหตุแห่งการก่อให้เกิดโรคและพยาธิ ย่อมเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งสามารถจะได้รับการแก้ไข หรือทำลาย สาเหตุดังกล่าวก่อนที่จะสายเกินไป โดยสรุปแล้วกุ้งที่เป็นโรค และพยาธิมีสาเหตุต่างๆ ดังนี้

1. นำลูกกุ้งติดโรค-พยาธิ มาเลี้ยง โดยไม่ได้กำจัดโรค และพยาธิเสียก่อน

2. เลี้ยงกุ้งหนาแน่นเกินไป

3. ให้อาหารมากเกินไปจนกุ้งกินไม่หมด และมีเศษเหลือตกค้างสะสมในบ่อและเกิดเน่าบูดเป็นพิษต่อกุ้ง

4. ให้อาหารน้อยเกินไปจนไม่พอกิน ทำให้กุ้งที่เลี้ยงอ่อนแอ และขาดความด้านทานต่อเชื้อโรค

5. น้ำมีคุณภาพเสื่อมโทรมลงและเมื่อถ่ายเทเปลี่ยนน้ำ บางครั้งเชื้อโรคก็อาจติดตามเข้ามาในบ่อเลี้ยงกุ้งด้วย

6. ใช้เครื่องมือจับกุ้ง เช่น สวิง กระชอน และภาชนะลำเลียงปลาที่มีเชื้อโรคและพยาธิ จึงทำให้เกิดปนเปื้อนและแพร่เชื้อโรค โดยเฉพาะในถังหรือบ่ออนุบาลลูกกุ้ง

อาการของกุ้งที่เป็นโรคพยาธิ

อาการของปลาที่เลี้ยงเป็นโรคและพยาธิ สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่าพร้อมๆ กับอาการต่อเนื่องได้ไม่ยากนัก คือ

1. สีของผิว ลำตัวจะซีดหรือคล้ำลงจากสีของกุ้งชนิดนั้น ตามธรรมชาติ

2. แสดงอาการอ่อนเพลียหรือขึ้นขอบบ่อ

3. ซี่เหงือกจะมีสีซีดหรือมีจุดขาว

4. มีราเกาะตามตัว หนวด

5. เบื่ออาหาร ลำตัวซูบผอมเนื้อหลวม

โรคที่เกิดจากไวรัส
รคเอ็มบีวี (Spherical baculovirosis หรือ Penaeus monodon-typed baculovirosis หรือ MBV
โรคติดเชื้อแบคคูโลไวรัสในกุ้งกุลาดำ เป็นโรคที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทย และในหลายภูมิภาคทั่วโลก มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งส่งออก โรคไวรัสเอ็มบีวีได้ตรวจพบครั้งแรกในกุ้งกุลาดำจากประเทศไต้หวัน เมื่อปี 2524 หลังจากนั้นก็มีรายงานจากหลายประเทศทั่วโลกและมีรายงานในกุ้งทะเลหลายชนิด ประเทศไทยได้ตรวจพบไวรัสเอ็มบีวีในกุ้งกุลาดำทั้งจากลูกกุ้งในโรงเพาะฟักและกุ้งเลี้ยงในบ่อ อย่างไรก็ตามการตายของกุ้งที่มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสเอ็มบีวียังไม่มีความรุนแรงมากและไม่ชัดเจนนอกจากจะมีสาเหตุร่วมเช่น คุณภาพน้ำไม่เหมาะสม ปล่อยกุ้งแน่น พื้นบ่อสกปรกประกอบกับมีเชื้อไวรัสอยู่ในตัวกุ้งอยู่แล้วก็อาจทำให้อัตราการสูญเสียเพิ่มขึ้นได้ นอกจากนี้ในปัจจุบันยอมรับว่า ไวรัสเอ็มบีวีมีผลทำให้กุ้งที่ติดเชื้อเจริญเติบโตช้า

อาการของโรค     

          โรคไวรัสเอ็มบีวีในกุ้งกุลาดำ ไม่มีอาการที่ชัดเจนที่บ่งชี้ได้ว่ากุ้งมีเชื้อไวรัสแต่ในลูกกุ้งระยะโพสลาวาหรือที่เรียกว่ากุ้งพี (PL) อาจสังเกตเห็นได้ถ้ามาส่องกับแสงไฟจะเห็นเป็นก้อนกลมเล็ก ๆ ในตับ

การป้องกัน

1.การควบคุมและป้องกัน ไม่มียารักษาโรคหรือวัคซีนป้องกัน แต่มีวิธีหลายวิธีที่อาจใช้ป้องกันโรคได้ วิธีแรกเรียกว่า ตรวจแล้วทำลายซึ่งทำในโรงเพาะฟักคือตรวจกุ้งพ่อแม่พันธุ์ โดยอาจตรวจอุจจาระ หรือ สุ่มกุ้งมาตรวจทางจุลพยาธิวิทยาซึ่งต้องฆ่ากุ้ง หากพบเชื้อไวรัสใน เฮปปาโตแพน เครียส หรืออุจจาระ ก็ให้ทำลายกุ้งนั้น (ปัจจุบันอาจตรวจด้วยวิธีพีซีอาร์) วิธีที่สองเรียกว่า

2.การล้างไข่กุ้งและนอร์เพลียสอีกวิธีคือ การเลือกกุ้งโดยใช้ไฟส่องเพื่อแยกกุ้งระยะ นอร์เพลียสที่แข็งแรงออกจากกุ้งที่อ่อนแอ การล้างกุ้งนอร์เพลียสนั้น ขั้นแรกคือเลือกกุ้งที่แข็งแรงโดยการส่องไฟ แล้วล้างด้วยน้ำทะเลสะอาดที่ไหลผ่านเป็นเวลา 30 นาที หลังจากนั้นจุ่มกุ้งลงในน้ำผสมฟอร์มาลินที่ความเข้มข้น 300 ppm เป็นเวลา 30 วินาที ตามด้วยการจุ่มกุ้งลงในน้ำผสมไอโอดีน (ไอโอโดฟอร์) ที่ความเข้มข้น 50-200 ppm เป็นเวลา 30 วินาที แล้วล้างต่อในน้ำทะเลสะอาดอย่างน้อย 3 นาที แล้วจึงย้ายลงไปเลี้ยงในถังเพาะฟัก

3.ปล่อยลูกพันธุ์กุ้งที่ปลอดเชื้อบีพีและเอ็มบีวี

4.สุ่มตัวอย่างกุ้งในบ่อเลี้ยงเพื่อตรวจสุขภาพกุ้งอย่างสม่ำเสมอ

5.หลีกเลี่ยงการใช้อาหารสดในการเลี้ยงกุ้งเนื่องจากอาจเป็นพาหะของเชื้อไวรัสได้

6.จัดการปัจจัยที่ทำให้กุ้งเกิดความเครียดอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำอย่างฉับพลัน การลดความหนาแน่นของกุ้งที่ปล่อยลงเลี้ยง

7.ใช้ระบบการเลี้ยงที่มีการถ่ายน้ำน้อยเพื่อลดความเสี่ยงในการนำเชื้อจากภายนอกเข้ามาในบ่อเลี้ยง

8.เลี้ยงกุ้งในระบบที่มีการจัดการระบบความปลอดภัยทางชีวภาพที่มีประสิทธิภาพ

9.ใช้จุลินทรีย์ โปรไบโอติก อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งมีประโยชน์ครอบคลุมสารเสริมสร้างความต้านทาน ควบคุมโรคในกุ้งและสุขลักษณะของบ่อเลี้ยงกุ้งที่ถูกต้อง



โรคบีพี (Tetrahedral Baculovirosis หรือ Baculovirus penaei หรือ BP)                    
โรคบีพีเป็นโรคสำคัญที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้ง  เกิดจากเชื้อแบคคูโลไวรัสที่เรียกว่า Tetrahedral baculovirus หรือ Baculovirus penaei (BP) ติดต่อโดยตรงทางการกินเนื้อเยื่อกุ้ง อุจจาระและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ กุ้งทุกสปีชีส์และ ทุกระยะสามารถติดเชื้อได้ ยกเว้นระยะไข่และระยะนอร์เพลียส

โรคบีพีเป็นโรคที่เป็นปัญหาสำคัญในกุ้งเล็ก ของกุ้งกลุ่ม Penaied พบในลูกกุ้งขาว ตามธรรมชาติ

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อ Baculovirus penaie มีขนาด virion 55-75x300 nm ซึ่งเป็นซึ่งเป็นเชื้อไวรัสชนิดดีเอ็นเอสายคู่ (dsDNA) กลุ่ม Baculovirus

ชนิดของสัตว์ที่ไวต่อโรค
พบในกุ้งชนิดต่างๆ ดังนี้ Penaeus setiferus (Larvar), P. vannamei (Larvar-postlarvae), P. styrilostris (Larvar-postlarvae), P. merguiensis (Juvenile), P. aztecus (Larvae-adult), P. duorarum (Larvae-adult)

ระยะของสัตว์ที่ไวต่อเชื้อ
เป็นโรคที่เป็นปัญหาสำคัญในกุ้งระยะวัยอ่อน (Larval, post larvae) และกุ้งช่วง early juvenile ไม่ก่อโรคในระยะนอเพลียสแต่สามารถเป็นพาหะได้

สัตว์นำเชื้อ
ไม่พบสัตว์พาหะตามธรรมชาติ แต่จากการทดลองพบว่าโรติเฟอร์บางชนิดและไรอาร์ทีเมีย (Artemia salina) ในระยะนอร์เพลียสสามารถเป็นพาหะนำเชื้อไปสู่กุ้งขาววานนาไมได้

การติดต่อและแพร่กระจาย
ติดต่อโดยตรงทางการกินเนื้อเยื่อกุ้ง อุจจาระและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ 

อวัยวะเป้าหมาย
ตับและตับอ่อน (Hepatopancreas) และทางเดินอาหาร (Midgut)
อาการ
กุ้งระยะ Protozoea, mysis and early PL ที่ทีอาการรุนแรงจะพบทางเดินอาหารมีสีขาวเนื่องจากการเกิด Occlusion bodies และสิ่งสกปรกในขี้กุ้ง
การป้องกัน
1. ปล่อยลูกพันธุ์กุ้งที่ปลอดเชื้อบีพี 
2. ล้างไข่หรือนอเพลียสของกุ้งสามารถกำจัดเชื้อได้
3. สุ่มตัวอย่างกุ้งในบ่อเลี้ยงเพื่อตรวจสุขภาพกุ้งอย่างสม่ำเสมอ
4. หลีกเลี่ยงการใช้อาหารสดในการเลี้ยงกุ้งเนื่องจากอาจเป็นพาหะของเชื้อไวรัสได้
5. จัดการปัจจัยที่ทำให้กุ้งเกิดความเครียดอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำอย่างฉับพลัน การลดความหนาแน่นของกุ้งที่ปล่อยลงเลี้ยง 
6. ใช้ระบบการเลี้ยงที่มีการถ่ายน้ำน้อยเพื่อลดความเสี่ยงในการนำเชื้อจากภายนอกเข้ามาในบ่อเลี้ยง
7. เลี้ยงกุ้งในระบบที่มีการจัดการระบบความปลอดภัยทางชีวภาพที่มีประสิทธิภาพ
8.ใช้จุลินทรีย์ โปรไบโอติก อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งมีประโยชน์ครอบคลุมสารเสริมสร้างความต้านทาน ควบคุมโรคในกุ้งและสุขลักษณะของบ่อเลี้ยงกุ้งที่ถูกต้อง

การควบคุมกรณีเกิดโรคในฟาร์มต้องดำเนินการดังนี้
1. ปิดกั้นบริเวณบ่อที่เกิดโรคจากพื้นที่ส่วนอื่น เช่นใช้ตาข่ายพลางแสง หรือแผ่นพลาสติก

2. ห้ามบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าออกพื้นที่ที่เกิดโรค
3. กรณีกุ้งเล็กไม่สามารถจับขายได้ให้ดำเนินการฆ่ากุ้งในบ่อด้วยคลอรีนความเข้มข้น 30 พีพีเอ็ม ทิ้งไว้อย่างน้อย 14 วัน โดยไม่มีการปล่อยน้ำทิ้งสู่แหล่งน้ำภายนอก
4. กรณีกุ้งใหญ่ที่สามารถจับชายได้ต้องใช้วิธีการจับที่ไม่ทำให้มีการแพร่กระจายของเชื้อไปยังพื้นที่อื่น เช่นมีการต้มบริเวณปากบ่อ (ความร้อนสามารถฆ่าเชื้อได้) ก่อนเคลื่อนย้ายกุ้งออกจากฟาร์ม
5. ฆ่าเชื้ออุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในกิจกรรมการเลี้ยงกุ้งทั้งหมด จนแน่ใจว่าปลอดเชื้อ

โรคดวงขาว (White Spot Syndrome)                 
โรคดวงขาวเป็นโรคที่สำคัญที่สุดในกุ้งทะเล ประมาณกันว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 เป็นต้นมา พบได้แทบทุกภูมิภาค ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยก็พบโรคนี้เช่นกัน โรคนี้เป็นโรคที่มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้ง รวมถึงการค้าระหว่างประเทศอย่างมาก เกิดจากเชื้อไวรัสดวงขาว ที่เรียกว่า White Spot Syndrome Virus หรือ ซึ่งมีขนาด 130 x 350 นาโนเมตร (ขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาไวรัสกุ้ง) กุ้งติดเชื้อนี้ได้หลายทาง เช่น จากการกินกุ้ง หรือน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน เชื้อไวรัสนี้ผ่านไข่ไปยังกุ้งรุ่นต่อไปได้ กุ้งที่ไม่แสดงอาการก็แพร่เชื้อได้ และพบว่ากุ้งทุกระยะตั้งแต่ไข่จนถึงระยะพ่อแม่พันธุ์ป่วยเป็นโรคได้ นอกจากนี้ยังพบว่าเชื้อไวรัสดวงขาวก่อโรคในสัตว์หลายชนิดมากกว่า 50 สปีชีส์ เช่น ปู กุ้งน้ำจืด กุ้งมังกร และยังพบสัตว์พาหะนำโรคหลายชนิด เช่น อาร์ทีเมีย เป็นต้น ในปี พ.ศ. 2538 สำหรับในทวีปอเมริกา พบโรคดวงขาวครั้งแรกที่รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา จากกุ้ง Litopenaeus stylirostris หลังจากนั้นก็มีการแพร่ระบาดและทำความเสียหายมากทั้งใน L. stylirostris และกุ้งขาว L. vannamei ในหลายประเทศ เช่น เม็กซิโก บราซิล นอกจากนี้ยังพบไวรัสจากกุ้งที่จับได้จากธรรมชาติ รวมทั้งเคยพบในสัตว์จำพวกกุ้งน้ำจืด จากสวนสัตว์อีกด้วย และที่น่าเป็นห่วงมากน่าจะเป็นการตรวจพบเชื้อ WSSV จากกุ้งแช่แข็งนำเข้าที่มีต้นกำเนิดมาจากหลายประเทศ สำหรับกุ้งสดและกุ้งระยะพีหรือกุ้งพ่อแม่พันธุ์ก็อาจพบเชื้อได้เช่นกัน

อาการที่สำคัญที่สุดคือ อัตราการตายสูงถึง 100 เปอร์เซนต์ภายในเวลาเพียง 3 วันหลังติดเชื้อ ส่วนอาการอื่นๆ ได้แก่ การกินอาหารลดลงฉับพลัน ตัวกุ้งมีสีแดง ซึ่งพบได้ในกุ้งกุลาดำ กุ้งขาววานนาไม และเปลือกกุ้งอ่อน ลอกหลุดง่าย และมีจุดหรือดวงขาว ขนาดตั้งแต่ 0.5 ถึง 2 มิลลิเมตรบริเวณใต้เปลือกชั้นคิวติเคิล (ในกุ้งที่มีถิ่นกำเนิดจากซีกโลกตะวันตก ไม่ค่อยพบอาการดวงขาว) รอยโรคที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า คืออาการตัวแดงดวงขาว ดังได้กล่าวมาแล้ว สำหรับรอยโรคทางจุลพยาธิวิทยา เมื่อตรวจด้วยวิธี wet mount พบนิวเคลียสของเซลล์ขยายใหญ่ จากเนื้อเยื่อบดของเหงือกหรือจากเซลล์เยื่อบุคิวติเคิลต่างๆ เช่น เนื้อเยื่อกระเพาะอาหาร เนื้อเยื่อฮีมาโตปอยอีติกเหงือก ต่อมแอนเทนนัล อวัยวะลิมฟอยด์ และเซลล์ใต้ carapace ทั่วไป เช่นที่แพนหาง การควบคุมและป้องกัน โรคนี้ไม่มีวิธีรักษาที่ได้ผล หากพบว่ากุ้งป่วยเป็นโรคนี้ ต้องคัดทิ้งทั้งบ่อ สำหรับมาตรการการจัดการโรคดวงขาวนั้น อาจปฏิบัติได้ดังนี้

1. การเพิ่มความปลอดภัยทางชีวภาพภายในฟาร์ม ได้แก่ การบำบัดน้ำที่ใช้เลี้ยงกุ้ง เพื่อกำจัดหรือทำลายพาหะตามธรรมชาติ การลดความหนาแน่นในการเลี้ยงลง

2. การเลี้ยงกุ้งปลอดเชื้อ

 3. การเพิ่มอุณหภูมิน้ำให้สงขึ้น มีรายงานว่า อุณหภูมิน้ำเป็นปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมอย่างหนึ่งที่มีผลทำให้เชื้อไวรัสดวงขาวลดการเพิ่มจำนวนได้ โดยมีการแนะนำให้เกษตรกรในหลายประเทศในทวีปอเมริกาลดการทำฟาร์มกุ้งลงในช่วงฤดูหนาว รวมทั้งมีการใช้เรือนกระจก หรือโรงเลี้ยงแบบปิด

4.ใช้จุลินทรีย์ โปรไบโอติก อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งมีประโยชน์ครอบคลุมสารเสริมสร้างความต้านทาน ควบคุมโรคในกุ้งและสุขลักษณะของบ่อเลี้ยงกุ้งที่ถูกต้อง

โรคไอเอชเอชเอ็นและโรคแคระแกร็น (Infectious Hypodermal and Hematopoietic Necrosis หรือ IHHN และ Runt Deformity Syndrome หรือ RDS)                     
โรคไอเชเอชเอ็นและโรคแคระแกร็นเป็นโรคสำคัญของกุ้งทะเล และมีผลกระทบต่อการค้ากุ้งและผลิตภัณฑ์กุ้งระหว่างประเทศ โรคนี้พบครั้งแรกที่เกาะฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2524 ในกุ้ง Litopenaeus stylirostris โดยการระบาดครั้งนั้นทำให้กุ้งตายมากกว่า 90 เปอร์เซนต์ ปัจจุบันพบโรคนี้พบทั้งซีกโลกตะวันตก คือทวีปอเมริกาใต้ อเมริกากลาง เม็กซิโก และซีกโลกตะวันออก คือเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณกันว่าทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งมากถึงหนึ่งพันล้านดอลล่าห์สหรัฐฯ นอกจากนี้ยังอาจพบเชื้อในกุ้งที่จับได้จากธรรมชาติอีกด้วย มักทำให้เกิดการตายเฉียบพลันอย่างรุนแรง โดยในกุ้ง ในขณะที่โรคแคระแกร็น (RDS) เป็นโรคติดเชื้อเรื้อรังที่เกิดจากเชื้อ IHHNV ในกุ้งขาววานนาไม กุ้งกุลาดำ และกุ้งอื่นๆ

อาการของโรคไอเอชเอชเอ็น มักพบในกุ้งระยะ P35 จนถึงระยะก่อนวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งทำให้เกิดการตายรุนแรงเฉียบพลันมากถึง 80-90 เปอร์เซนต์ ส่วนอาการอื่นๆ เช่น ตัวกุ้งมีสีน้ำเงิน ซึม เบื่ออาหาร เปลือกเป็นลายคล้ายหินอ่อน ในขณะที่กุ้งโตเต็มวัยที่เป็นโรคอาร์ดีเอส มักติดเชื้อเรื้อรัง แสดงอาการแคระแกร็น การเจริญเติบโตลดลง อาการที่สังเกตได้ง่ายคือ ความผิดรูปของคิวติเคิล ได้แก่ กรีโค้งงอ หนวดกุ้งเปราะ หงิกงอ  หัวกุ้งกรอบๆ และการผิดรูปที่ปล้องท้องอันที่ 6 อัตราการตายน้อยแต่กุ้งมีขนาดแตกต่างกันมาก (ขนาดแตกต่างสะสม 30 ถึง 90 เปอร์เซนต์)

ลักษณะอาการ
     โรคนี้ทำให้อัตราแลกเนื้อของกุ้งเสียไป แม้จะใช้อาหารที่ดีเหมือนกับกุ้งบ่ออื่นๆ กุ้งที่ติดเชื้อ IHHNV ก็ยังโตไม่เท่ากุ้งปกติ ทำให้ผู้เลี้ยงขาดทุน น้ำหนักลด เสียค่าใช้จ่ายในการคัดขนาดมาก ซึ่งหากเกษตรกรไม่ดูแลให้ดีแล้วก็ยากที่จะเหลือกำไรจากการเลี้ยงครั้งนั้น

     อาการสำคัญคือ ลดการกินอาหาร ลดความอยากอาหาร กุ้งกินกันเอง เพิ่มอัตราการตาย ลอยหัว หมุนควงสว่าน อัตราการตาย 80-90 % ในกุ้งที่ติดโรคจะพบจุดขาวหรือเหลืองหม่น ที่เปลือก โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อของแผ่นปิดช่องท้อง
การป้องกันและรักษา

การระบาด

     นอกจากการกระจายตามปกติในบ่อกุ้ง ทั้งการกินกันเองและการติดเชื้อในน้ำแล้ว อีกทางหนึ่งก็คือ ผ่านทางมูลนก นั่นเอง ซึ่งการกระจายเชื้อระหว่างฟาร์มหนึ่งไปอีกฟาร์มหนึ่งเป็นไปในลักษณะเดียวกันทั้งเชื้อ IHHNV และเชื้อทอร่า

     ในอดีตงานวิจัยทางโรคสัตว์น้ำชี้แนะว่าต้องกำจัดเชื้อ IHHNV ออกจากบ่อที่เกิดโรคให้หมดจึงจะลงมือเลี้ยงรุ่นต่อไป อย่างไรก็ดี วิธีนี้ได้ผลน้อยมาก โดยการใช้ปูนขาวเพิ่ม pH ให้สูงจนเชื้อไวรัสทนไม่ได้ และทำให้ปลอดเชื้อลง แต่ปูนขาวกลับสร้างปัญหาอื่นตามมาและได้ผลไม่แน่นอนอีกด้วย งานวิจัยใหม่ๆ 

     จึงแนะนำให้ตากบ่อเพื่อให้ความร้อนจากแสงแดดเป็นตัวฆ่าเชื้อแทน ซึ่งก็ได้ผลดีกว่าการเพิ่ม pH โดยปูนขาว

การป้องกันแก้ไขโรคนี้ยังไม่มีวิธีที่เฉพาะเจาะจง อาจเลือกทางหนึ่งก็คือเพาะกุ้งจากแม่กุ้งที่ปลอด โดยเริ่มจากแม่พันธุ์ที่ปลอดเชื้อผลิตออกมา เป็นกุ้งพีและลงเลี้ยงบ่อดิน ก็จะปลอดเชื้อเช่นกัน ซึ่งทำได้ไม่ยากเพราะแม่พันธุ์กุ้งขาวลิโทพีเนียส แวนนาไม สามารถเพาะได้ในบ่อดินโดยใช้เวลาไม่นานนัก ซึ่งแม่พันธุ์ในบ่อเลี้ยง จะสามารถควบคุมให้ปลอดเชื้อได้ดีกว่าแม่พันธุ์ที่จับมาจากทะเล

1. การเลี้ยงกุ้งขาว L. vannamei เพียงอย่างเดียว หรือเลี้ยงในอัตรา 5 ต่อ 1 ร่วมกับ L. stylirostris

2. การใช้ลูกกุ้งที่เพาะเลี้ยงและหลีกเลี่ยงการใช้ลูกกุ้งจากธรรมชาติ เนื่องจากลูกกุ้งที่ได้จากห้องทดลองมีความชุกโรคของโรคแคระแกร็นและโรคไอเอชเอชเอ็นต่ำกว่า จึงปลอดภัยที่จะนำมาเลี้ยงมากกว่า

3.หลีกเลี่ยงการเลี้ยงที่ความหนาแน่นสูง โดยเฉพาะในบ่ออนุบาลลูกกุ้ง

4.การใช้กุ้งขาว L. vannamei ที่ปลอดเชื้อโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคเป็นประจำ  

5.การใช้กุ้ง L. stylirostris ที่ปลอดเชื้อ หรือกุ้งที่ต้านทานเชื้อ ซึ่งบางสายพันธุ์ต้านทานทั้งเชื้อไวรัส IHHNV และ TSV

6.ใช้จุลินทรีย์ โปรไบโอติก อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งมีประโยชน์ครอบคลุมสารเสริมสร้างความต้านทาน ควบคุมโรคในกุ้งและสุขลักษณะของบ่อเลี้ยงกุ้งที่ถูกต้อง

โรคทอราซินโดรม (Taura syndrome, TS)

          โรคทีเอสหรือทอร่าซินโดรม (Taura syndrome) พบครั้งแรกในแม่น้ำ Taura ประเทศ Ecuador ปี 1992 ต่อมาได้แพร่ระบาดไปยังแหล่งที่อยู่อาศัยของกุ้งในลาตินอเมริกา รวมถึงฮาวายและบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงในประเทศ Columbia, Costa Rica, EL Salvador, Guatemala, Honduras, Mexico, Nicaragua, Panama และ Peru TSV ยังสร้างปัญหาให้แก่ฟาร์มเลี้ยงในฝั่งทะเล Atlanticหลายประเทศได้แก่ Brazil, Belize, Coiumbia, Mexico และ Venezuela รวมถึงเขตตะวันออกเฉียงใต้ของอเมริกาในรัฐ Florida, Carolina และ Texas ซึ่งมีผลทำให้ธุรกิจการเลี้ยงกุ้งใน Florida และ Belize เสียหายอย่างราบคาบทั้งประเทศ สำหรับในเขตเอเชียพบในไต้หวัน และบางจังหวัดของจีนซึ่งรายงานมาว่าติดมาแพร่กระจายโดยการนำเข้ากุ้ง P.vannamei จากอเมริกากลาง โรคทอร่ามีรายงานมาจากฟาร์มเลี้ยงกุ้งขาวครั้งแรกในช่วงเดือนเมษายนในปีพ.ศ. 2546 ใน จังหวัดนครปฐม และ ฉะเชิงเทรา ทำความเสียหายให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาวเป็นอย่างมาก

อาการของโรคทอราซินโดรม

โรคที่พบแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

1.ระยะเฉียบพลัน พบสีแดงเข้มที่เปลือกกุ้ง โดยเฉพาะบริเวณแพนหางและรยางค์อื่นๆ ได้แก่ ขาว่ายน้ำ บริเวณหางกุ้งมีสีแดงเข้มกว่าปกติ แต่ขอบสีของแพนหางมีสีซีด เมื่อนำรยางค์มาส่องดูส่วนปลายด้วยกล้องจุลทรรศน์แสงสว่าง จะพบบริเวณเนื้อเยื่อบุผิวตายเป็นหย่อมๆ นอกจากนี้ถ้าเป็นกุ้งในระยะลอกคราบ จะมีอัตราการตายสูง เปลือกนิ่ม

2.ระยะฟื้นตัว รอยสีดำมีรูปแบบไม่แน่นอนที่เปลือก กุ้งที่พบในระยะนี้อาจไม่มีจุดสีกระจาย เปลือกไม่นิ่ม มีการกินอาหารและพฤติกรรมปกติ

3.ระยะเรื้อรัง กุ้งจะเข้าสู่ระยะนี้หลังลอกคราบได้สำเร็จ และไม่พบรอยสีดำที่เปลือก ในระยะเรื้อรังนี้เชื้อ TSV จะอยู่ที่ lymphoid organ spheroids (LOS) ทำให้กุ้งกลายเป็นพาหะนำโรคไปสู่กุ้งตัวอื่นๆ ได้

การป้องกัน

1.ใช้ลูกพันธุ์กุ้งที่เป็นสายพันธุ์ปลอดเชื้อ

2.สุ่มตัวอย่างกุ้งในบ่อเลี้ยงเพื่อตรวจสุขภาพกุ้งอย่างสม่ำเสมอ

3.หลีกเลี่ยงการใช้อาหารสดในการเลี้ยงกุ้งเนื่องจากอาจเป็นพาหะของเชื้อไวรัสได้

4.จัดการปัจจัยที่ทำให้กุ้งเกิดความเครียดอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำอย่างฉับพลัน การลดความหนาแน่นของกุ้งที่ปล่อยลงเลี้ยง

5.ใช้ระบบการเลี้ยงที่มีการถ่ายน้ำน้อยเพื่อลดความเสี่ยงในการนำเชื้อจากภายนอกเข้ามาในบ่อเลี้ยง

6.เลี้ยงกุ้งในระบบที่มีการจัดการระบบความปลอดภัยทางชีวภาพที่มีประสิทธิภาพ

7.ใช้จุลินทรีย์ โปรไบโอติก อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งมีประโยชน์ครอบคลุมสารเสริมสร้างความต้านทาน ควบคุมโรคในกุ้งและสุขลักษณะของบ่อเลี้ยงกุ้งที่ถูกต้อง

ไวรัสหัวเหลือง (Yellow-head Virus = YHV)

     โรคหัวเหลือง  ทำความเสียหายแก่ผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำตั้งแต่ปี 2533   ในเขตพื้นที่สมุทรสาคร   สมุทรสงคราม
เพชรบุรี  ประจวบคีรีขันธ์  ชลบุรี  ระยอง   และในปี 2534   ทำความเสียหายอย่างรุนแรงในจังหวัดฉะเชิงเทรา
จันทบุรี ตราดและบางจังหวัดในเขตภาคใต้จนกระทั่งปี 2536  ทุกจังหวัดที่มีการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในขณะนั้นมีราย
งานการเกิดโรคหัวเหลือง โรคชนิดนี้เรียกตามลักษณะของกุ้งที่ป่วยซึ่งมักจะอยู่ตามริมขอบบ่อลำตัวกุ้งมีสีซีด มอง
เห็นส่วนหัวมีสีเหลือง  เนื่องจากตับและตับอ่อน มีสีซีดเหลือง   

อาการของโรคไวรัสหัวเหลือง

กุ้งที่เป็นโรคหัวเหลือง จะมีขนาดตั้งแต่ขนาดเล็กอายุ 25 วันขึ้นไปจนถึงประมาณ 70 วัน โดยโรคหัวเหลืองที่เกิดกับกุ้งอายุ 25-35 วัน มีลักษณะคล้ายกับโรคตายเดือนแต่ความรุนแรงจะมากกว่า คือ โรคตายเดือนเมื่อให้กินยาปฏิชีวนะร่วมกับการจัดการ
เรื่องคุณภาพน้ำและพื้นบ่อให้ดีขึ้น มักจะแก้ปัญหาได้ แต่กุ้งที่เป็นโรคหัวเหลืองนั้นพบว่ากุ้งตายอย่างรวดเร็วโดย
ใช้เวลา 2-3 วันกุ้งจะตายหมดบ่อ
     สำหรับโรคหัวเหลืองที่เกิดกับกุ้งอายุประมาณ 50-70 วัน   ก่อนที่จะเริ่มมีกุ้งตาย การกินอาหารจะเพิ่มขึ้นมาก 
ติดต่อกันหลายวัน หลังจากเริ่มพบมีกุ้งตาย   อัตราการตายจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลา 2-3 วัน   กุ้งจะตาย
หมดบ่อ   เมื่อเปรียบเทียบความรุนแรงของโรคที่ทำให้เกิดความเสียหายในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำทุกชนิด  พบว่าโรค
หัวเหลืองทำให้กุ้งตายรวดเร็วและรุนแรงมากที่สุด    และการแพร่กระจายในพื้นที่การเลี้ยงแต่ละแหล่งจะรวดเร็ว
มาก  ในระยะแรก ๆ   ที่มีการเลี้ยงกุ้งโดยใช้ระบบเปิดถ่ายน้ำบ่อย ๆ   แต่หลังจากมีการดัดแปลงการเลี้ยงกุ้งมาเป็น
ระบบถ่ายน้ำน้อยลง  หรือใช้ระบบปิดแบบน้ำหมุนเวียน ทำให้การแพร่กระจายของโรคหัวเหลืองลดความรุนแรง
ลงไปแล้วการแพร่กระจายไม่กว้างขวางมาก เหมือนยุคแรก ๆ 

 สาเหตุและการวินิจฉัยโรค
     สาเหตุของโรคเกิดจาก ssRNA, rod shaped, enveloped,cytoplasmic virusเชื้อไวรัสหัวเหลือง

(Yellow head ; YHV) นั้นเป็นอาร์เอ็นเอไวรัส ( RNA ) เชื้อมีขนาดความยาว 150-200 นาโนเมตร  เส้นผ่า
ศูนย์กลาง 45-50 นาโนเมตร สามารถติดเชื้อได้บริเวณเหงือกต่อมน้ำเหลือง อวัยวะสร้างเม็ดเลือด   และเม็ดเลือด
พยาธิสภาพของกุ้งที่เป็นโรคหัวเหลืองจะทำให้เกิดการตายของเนื้อเยื่อและเซลล์ในอวัยวะต่าง ๆ  การวินิจฉัยโรค
สามารถตรวจย้อมเม็ดเลือดประกอบกับการดูอาการและอัตราการตายที่เกิดขึ้น
     เมื่อวิเคราะห์ปัญหาการเกิดโรคหัวเหลืองในปัจจุบันในพื้นที่ต่าง ๆ   พบว่าบ่อที่มีกุ้งเป็นโรคนี้มีการเตรียมสีน้ำ
ไม่ดี  หรือมีปัญหาสีน้ำล้มบ่อยในระยะแรก มีการให้อาหารค่อนข้างมากในระยะเดือนแรก โดยเฉพาะพื้นบ่อมักจะ
มีปัญหาจากแพลงก์ตอนที่ตายลงไปเคลือบพื้นบ่อและบ่อที่มีเลนกระจายและเน่ามากโดยเฉพาะบ่อที่เป็นดินร่วนและ
ดินทรายมีโอกาสเกิดโรคสูงกว่าบ่อที่พื้นแข็งและเลนรวมอย่างดีแหล่งเลี้ยงที่มีบ่อเลี้ยงหนาแน่นแต่ใช้แหล่งน้ำหรือ
น้ำจากคลองขนาดเล็กร่วมกันมีโอกาสเกิดโรคหัวเหลืองสูงกว่าบริเวณที่มีพื้นที่การเลี้ยงไม่หนาแน่นมาก

 การป้องกันโรคหัวเหลือง
     ในพื้นที่ ๆ มีการระบาดของโรคหัวเหลือง และการเลี้ยงรุ่นที่ผ่านมามีกุ้งเป็นโรคภายในฟาร์มด้วยควรจะต้องมี
การฆ่าเชื้อ หรือทรีตน้ำ เพื่อกำจัดพาหะต่าง ๆ ได้แก่กุ้ง และปูที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำที่มีโอกาสติดเชื้อไวรัส และเป็น
พาหนะนำเชื้อได้ โดยใช้คลอรีนผงหรือสารกำจัดพาหะถ้าไม่ใช้สารเคมีฆ่าเชื้อในน้ำหรือกำจัดพาหะ จะต้องมีการ
พักน้ำเป็นเวลานานในบ่อพักน้ำ และใช้การกรองอย่างดีเมื่อมีการสูบน้ำเข้าไปเตรียมน้ำในบ่อที่จะเลี้ยง เพื่อไม่ให้กุ้ง
และปูที่อาศัยในบ่อพักน้ำติดเข้าไปในบ่อเลี้ยง
     ใช้ระบบปิดหรือถ่ายน้ำน้อยลงโดยใช้การเติมน้ำจากบ่อพักน้ำที่เก็บไว้เป็นเวลานานแล้ว   ระบบการให้อากาศจะ
ต้องเพียงพอที่จะรักษาปริมาณออกซิเจนให้อยู่ในระดับที่สูงและเหมาะสมตลอดเวลา ควบคุมสีน้ำ และพีเอชให้นิ่ง
มากที่สุดหรืออย่าแกว่งมาก จะทำให้กุ้งไม่เครียดมากโอกาสเกิดโรคน้อยลง

 โรคกล้ามเนื้อตายติดต่อ (Infectious myonecrosis หรือ IMN)                   
โรคกล้ามเนื้อตายติดต่อ เป็นโรคที่อุบัติใหม่ พบครั้งแรกในปี พ.ศ. 2545 ที่ประเทศบราซิล ในฟาร์มกุ้งขาววานนาไม

เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิด RNA ที่ชื่อว่า infectious myonecrosis virus (imnv)

ลักษณะอาการ 
1. กุ้งมีการตายสูง โดยเฉพาะหลังได้รับความเครียดจากการจากการเปลี่ยนแปลงความเค็ม หรือการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างฉับพลัน ทยอยตายติดต่อกันหลายวัน อัตราการตายสะสมถึง 70% 
2. กุ้งมีลักษณะกล้ามเนื้อตาย สีขาว โดยเฉพาะกล้ามเนื้อปล้องสุดท้าย ซึ่งภายหลังอาจเปลี่ยนเป็นสีส้ม 
3. กุ้งมีลักษณะลิมฟอยด์ออร์แกน ขยายใหญ่กว่ากุ้งปกติ 3-4 เท่า

สาเหตุของโรคโรคกล้ามเนื้อตายติดต่อ

จากการทดลองคาดว่าเชื้อไวรัสติดจากกุ้งสู่กุ้งจากการที่กุ้งกินซากกุ้งที่ปนเปื้อนเชื้อ โฮสท์ของไวรัสนี้ในธรรมชาติคือกุ้งขาววานนาไม แต่จากการทดลองพบว่าเชื้อไวรัสนี้สามารถก่อโรคได้ในกุ้งสปีชีส์อื่นๆ ได้แก่ L. stylirostris, Penaeus monodon และ Farfantepenaeus subtilis อาการโรคนี้เป็นโรคที่ค่อยๆแสดงอาการทีละน้อย มีอัตราการตายต่ำ แต่อัตราการตายสะสมเมื่อจับกุ้งอาจสูงถึง 70 เปอร์เซนต์ จากการทดลอง พบว่ากุ้งเริ่มแสดงอาการหลังติดเชื้อประมาณ 7 วันและอาการจะคงอยู่ตลอดช่วงการเลี้ยง อาการที่สำคัญ คือ กล้ามเนื้อโดยเฉพาะที่บริเวณส่วนท้องและหางมีสีขาว รอยโรคที่สำคัญที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า คือ กล้ามเนื้อโดยเฉพาะที่ส่วนท้องและหางมีสีขาวขุ่น เมื่อตรวจทางจุลพยาธิวิทยา พบว่าเกิดจากการตายของกล้ามเนื้อลาย ร่วมกับการติดสีแดงมากขึ้น และการแตกหักของเส้นใยกล้ามเนื้อ และการบวมน้ำ นอกจากนี้ที่อวัยวะลิมฟอยด์ยังพบ lymphoid organ spheriod การควบคุมและป้องกัน โรคนี้ไม่มีวิธีรักษา แต่อาจป้องกันได้โดยการตรวจกุ้งก่อนที่จะนำมาเพาะเลี้ยง

โรคที่เกิดจากแบคทีเรียและริกเก็ตเซีย 

ริกเกตเชีย (Rickettsia) เป็นจุลินทรีย์หรือเชื้อโรคที่มีลักษณะกึ่งพืชกึ่งสัตว์และมี ขนาดเล็กกว่าเชื้อแบคทีเรียแต่ใหญ่กว่าเชื้อไวรัส มีสภาพกึ่งแบคทีเรีย กึ่งไวรัส 

โรคติดเชื้อวิบริโอ (Vibriosis)                    
โรคติดเชื้อวิบริโอพบได้ทั่วโลก และเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของการเลี้ยงกุ้ง เกิดจากเชื้อวิบริโอ (Vibrio) เช่น V. parahaemolyticus, V. harveyi, V. vulnificus เป็นต้น ซึ่งเป็นแบคทีเรียแกรมลบ ส่วนใหญ่รูปร่างแท่ง ต้องการเกลือ ในการเจริญเติบโต เชื้อนี้พบได้ทั่วไปในน้ำทะเล แม้แต่ในกุ้งที่แข็งแรงก็สามารถพบเชื้อวิบริโอหลายสปีชีส์ในทางเดินอาหารของกุ้งได้ และเชื้อวิบริโอนี้เกิดการดื้อยาต้านจุลชีพได้ง่ายมาก

Vibrio parahaemolyticus  เป็นแบคทีเรียก่อโรค (pathogen) ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ ทำให้กระเพาะและลำไส้อักเสบ เป็นอันตรายทางอาหาร ประเภทอันตรายทางชีวภาพ
ความทนทานของเชื้อ
-เป็นเชื้อที่ไม่ทนความร้อน สามารถทำลายได้ด้วยการพาสเจอไรซ์
-เป็นแบคทีเรียที่ชอบเกลือ เจริญได้ในอาหารหรือน้ำ ที่มีเกลือแกง ตั้งแต่ 1-8% เจริญได้ในอาหารหมักเกลือ ที่ปริมาณเกลือในช่วงดังกล่าว แต่ถ้ามากกว่า 10% เซลจะถูกทำลาย และไม่เจริญในที่ไม่มีเกลือ
-ถูกทำลายโดยกรด ที่ pH ต่ำกว่า 4.5 ไม่เจริญในสภาวะที่เป็นกรด และเจริญได้ดีในสภาวะด่าง เช่น พบว่า ถูกทำลายได้ด้วยกรดอินทรีย์ เช่น กรดมะนาว pH 4.4 ในเวลาเพียง 30 นาที
-สามารถอยู่ได้ที่อุณหภูมิต่ำ เชื้อสามารถอาศัยและเติบโตได้ดีที่พื้นตะกอนดิน ในบ่อที่ป่วยจึงพบเชื้อวิบริโอในดินเลนมากกว่าน้ำในบ่อเสียอีก
เชื้อวิบริโอหลายสปีชีส์เป็นเชื้อจุลินทรีย์ในทางเดินอาหารของกุ้งปกติ จึงคาดว่าการติดเชื้อน่าจะผ่านทางทางเดินอาหารเป็นส่วนใหญ่ เชื้อนี้ก่อโรคได้ในกุ้งทุกระยะ ตั้งแต่ไข่จนถึงกุ้งโตเต็มวัย อาจพบโรคนี้ได้ในโรงเพาะฟัก เชื้ออาจเป็นสาเหตุโดยตรงของโรคหรือเป็นเชื้อฉวยโอกาส ซึ่งต้องอาศัยสิ่งโน้มนำอื่น เช่นการติดเชื้อไวรัส หรือความเครียด เชื้อวิบริโออาจทำให้เกิดโรคทางเดินอาหาร โรคตามระบบ หรือโรคบริเวณเปลือกกุ้ง ซึ่งอาจแสดงอาการต่างๆกัน เช่น อัตราการตายสูง การกินอาหารลดลง สังเกตได้จากกุ้งไม่มีอุจจาระ และลอกคราบช้าลง อาการและรอยโรคทางจุลพยาธิวิทยาที่อาจใช้ในการวินิจฉัยเบื้องต้น ได้แก่ ฮีโมลิมฟ์ (hemolymph หรือเลือด) แข็งตัวช้า 
แบคทีเรียในฮีโมลิมฟ์หรือเนื้อเยื่อต่างๆ แผ่นคราบแบคทีเเรีย บนคิวติเคิล จดดำโนดูลใน มีแบคทีเรียตรงกลางโนดูล ไขมันในเฮปปาโตแพนเครียสต่ำ และ/หรือ melanized tubules การเรืองแสงของตัวกุ้ง การพบโคโลนีของแบคทีเรียที่มีสีเขียวขึ้นบนอาหารเลี้ยงเชื้อThiosulfate Citrate Bile Sucrose Agar (TCBS)

รอยโรคทางจุลพยาธิวิทยาทำให้แยกการติดเชื้อวิบริโอได้เป็น 3 แบบ ได้แก่

1.โรคติดเชื้อวิบริโอภายนอก พบกลุ่มแบคทีเรียที่คิวติเคิลจำนวนมาก

2.โรคติดเชื้อวิบริโอในทางเดินอาหาร พบกลุ่มแบคทีเรียที่คิวติเคิลภายในเช่น บริเวณปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร การลอกหลุดของเซลล์เยื่อบุเฮปปาโตแพนเครียสและลำไส้ส่วนกลาง การอักเสบชนิด hemocytic inflammation (การอักเสบชนิดหนึ่งที่มีเซลล์ฮีโมไซต์แทรกตามเนื้อเยื่อที่เกิดการอักเสบ) และ melanization (การอักเสบชนิดหนึ่ง มีสีดำเมื่อตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์) และ

3.โรคติดเชื้อวิบริโอตามระบบ (systemic infection) พบ septicemia hemocytic nodules กล้ามเนื้อฝ่อหรือ septic hepatopancreatic necrosis การติดเชื้อวิบริโอเป็นสาเหตุของโรคมากมาย เช่น hatchery vibriosis, sea gull syndrome, septic hepatopancreatic necrosis (SHPN), luminescent vibriosis, swollen hidgut syndrome, shell disease, appendage necrosis (rot), splinters

อาการของโรค

อาการกุ้งกินอาหารน้อยลง ลำไส้ขาว ตับ ตับอ่อนผิดปรกติ สีเนื้อจะขุ่น ขึ้นมาเกาะขอบบ่อตัวสกปรก มีตะกอนเกาะตามผิว ตัวหลวม เมื่อนำตับและตับอ่อน มาเพาะเชื้อจะพบเชื้อเป็นจำนวนมาก หากปล่อยไว้นาน อาการจะรุนแรงรักษายาก

ตัวกรอบแกรบ เปลือกนิ่ม ขึ้นข้างหรือว่ายวนขอบบ่อ อาจมีดวงขาวที่เปลือกทั้งส่วนหัวและลำตัว ตัวกุ้งอาจมีสีแดง กุ้งมีอัตราการตายสูงโดยเฉพาะในกุ้งอายุ 1-2 เดือน

การควบคุมและป้องกันในโรงเพาะฟักลูกกุ้ง ได้แก่

1.ฆ่าเชื้อโรคและพักบ่อระหว่างการเลี้ยงแต่ละครั้ง

2.ฆ่าเชื้อที่อาจมากับไข่กุ้ง นอร์เพลียสทั้งของกุ้งและของไรอาร์ทีเมีย

3.ใช้การจัดการที่ดี เช่นดูแลการให้อาหาร ความหนาแน่น อุณหภูมิน้ำ เป็นต้น

4.ใช้ จุลินทรีย์ โปรไบโอติก

5.ใช้ยาต้านจุลชีพ เมื่อจำเป็น

สำหรับการควบคุมและป้องกันโรคในฟาร์ม ได้แก่

1.ใช้การจัดการที่ดี เช่น ควบคุมการเพิ่มจำนวนของแพลงค์ตอน ให้อาหารในปริมาณที่เหมาะสม ใช้ปูนขาวโรยบ่อ พักบ่อ เป็นต้น

2. ใช้ยาต้านจุลชีพผสมอาหาร เมื่อจำเป็น

3.ใช้จุลินทรีย์ ไบโอ วิน อย่างต่อเนื่อง
4. ควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
5. ไม่ปล่อยกุ้งแน่นเกินไป (ไม่ควรเกิน 60,000 ตัว/ไร่)
6. ควบคุมปริมาณเชื้อวิบริโอในบ่อ
7. ตรวจหาปริมาณเชื้อแบคทีเรียในน้ำทุก 2 สัปดาห์ หรืออย่างน้อยเดือนละครั้ง

โรคเอ็นเอชพี (Necrotizing hepatopancreatitis หรือ NHP)                    
โรคเฮปปาโตแพนเครียสอักเสบเนื้อตาย หรือโรคเอ็นเอชพี พบครั้งแรกในกุ้งขาววานนา พบว่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรียจำพวก alpha- เป็นแบคทีเรียแกรมลบ คล้ายริกเก็ตเซีย เพิ่มจำนวนในไซโตปลาสซึมของ hepatopancreas รูปร่างไม่แน่นอน คือ มีสองแบบ ได้แก่ รูปแท่ง ขนาด 0.25 x 0.90 ไมครอน ไม่มีแฟลกเจลล่า และ รูปเกลียว ขนาด 0.25 x 2-3.5 ไมครอน มีแฟลกเจลล่า 8 เส้นที่ปลายยอดและอีก 2 เส้นบนเกลียว การติดต่อคาดว่าเกิดจากการกิน พบรายงานในกุ้งหลายสปีชีส์ เช่น L. vannamei, L. styli-rostris, L. setiferus และ Farfantepenaeus aztecus นอกจากนี้จากการทดลอง ยังพบในกุ้งกุลาดำ มักพบในกุ้งวัยรุ่น จนถึงระยะก่อนกุ้งโตเต็มวัย โดยมักพบเมื่อน้ำที่เลี้ยงกุ้งมีความเค็มมากกว่า 30 ppt และอุณหภูมิน้ำมากกว่า 30 องศาเซลเซียส โรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง อาจพบการตายอยู่ในช่วง 5 ถึง 99 เปอร์เซนต์ การเจริญเติบโตลดลง คิวติเคิลอ่อนนิ่ม และตัวกุ้งอ่อนปวกเปียก มักพบเป็นโรคเฟาลิ่งร่วมด้วย ซึ่งทำให้เหงือกและระยางค์มีสีดำ ขาว่ายน้ำมีสีดำ เนื่องจากการขยายตัวของ melanophores เฮปปาโตแพนเครียสฝ่อ

จากการติดเชื้อ NHP ระยะเฉียบพลัน รอยโรคในเฮปปาโตแพนเครียส แบ่งเป็น รอยโรคในระยะแรก ได้แก่

1. การตอบสนองรุนแรงของเม็ดเลือดหรือฮีโมไซต์ในท่อของเฮปปาโตแพนเครียส

2. พบ melanized hepatopancreatic (HP) tubules จำนวนเล็กน้อยถึงมาก

3. พบเนื้อตาย และการลอกหลุด ของเซลล์เยื่อบุ HP tubule epithelial cells

4. หยดไขมัน ในเฮปปาโตแพนเครียสลดลงมาก

5. พบกลุ่มก้อนของเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็กๆภายในไซโตปลาสซึมของเซลล์

6. ทางกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน พบเชื้อทั้งรูปแท่งและรูปเกลียว

7. มักพบการติดเชื้อแทรกซ้อนจากเชื้อวิบริโอ (Vibrio spp.)

การควบคุมและป้องกัน ได้แก่

1. สร้างบ่อให้ลึกเพื่อป้องกันอุณหภูมิที่อาจเพิ่มสูงขึ้น 
2. เปลี่ยนถ่ายน้ำเพื่อลดความเค็มของน้ำ

3. ให้จุลินทรีย์ โปรไบโอติก ผสมในอาหารอย่างสม่ำเสมอ

โรคที่เกิดจากปาราสิต
โรคติดเชื้อโปรโตซัว (Infections by protozoa)                    
โปรโตซัวที่พบในกุ้ง ได้แก่ Microsporidian และ Haplosporidian พบได้ทั่วโลก มีผลกระทบต่อการเลี้ยงกุ้งในทุกรุ่นอายุ มักพบในบ่อกุ้งที่มีการเลี้ยงการจัดการไม่ดี อาจพบการตายในกุ้งที่ติดเชื้อรุนแรง วินิจฉัยโดยวิธีการทางจุลพยาธิวิทยา หากพบกุ้งติดเชื้อโปรโตซัวแนะนำให้คัดทิ้ง โปรโตซัวในกุ้งมีหลายชนิด

โรคติดเชื้อเกรการีน (Infections by Gregarines)                    
เกรการีนเป็นโปรโตซัวจำพวก Apicomplexa: Sporozoa; Eugregarinida โดยเกรการีนที่เป็นปาราสิตในกุ้งมีหลายชนิด ดังแสดงในตารางที่ 5 ส่วนใหญ่กุ้งมักไม่แสดงอาการหากติดเชื้อเล็กน้อย แต่ถ้าติดเชื้อรุนแรงอาจพบว่า ลำไส้ส่วนกลางมีสีเหลือง การกินอาหารและการเจริญเติบโตลดลง อาจพบโรคเฟาลิ่งและโรคติดเชื้อวิบริโอแทรกซ้อนร่วมด้วย อาจทำให้ตายได้ รอยโรคมักพบเกรการีนที่ลำไส้ส่วนกลาง และลำไส้ส่วนท้าย (บางครั้งพบใน anterior midgut cecum, กระเพาะอาหาร และ

เฮปปาโตแพนเครียส) วินิจฉัยได้โดยวิธีทางจุลพยาธิวิทยา การรักษา การควบคุมและป้องกัน ใช้ยากันบิดผสมอาหารให้กิน อาจได้ผลบ้าง (ขนาดของยาที่ใช้เท่ากับขนาดที่ใช้ในสัตว์ปีก)

โรคหนอนพยาธิ (Helminth parasitic infections of shrimp)                    
หนอนพยาธิที่พบในกุ้งมีทั้งพยาธิตัวตืด พยาธิตัวกลม และพยาธิใบไม้ ซึ่งพบได้เป็นครั้งคราว กุ้งที่เป็นโรคพยาธิมักไม่แสดงอาการใดๆ และมักพบในฟาร์มที่มีการจัดการไม่ดี โรคนี้วินิฉัยด้วยวิธีการทางจุลพยาธิวิทยา และยังไม่มีรายงานการรักษาที่ได้ผล

อวัยวะที่มักพบตัวอ่อนของหนอนพยาธิได้บ่อยๆ ได้แก่

1. เฮปปาโตแพนเครียส ลำไส้ เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน มักพบพยาธิตัวตืดและพยาธิปากขอ

2. เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ลำไส้ มักพบพยาธิตัวกลม

3. เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เฮปปาโตแพนเครียส กล้ามเนื้อ มักพบพยาธิใบไม้

โรคที่เกิดจากเชื้อรา
โรคเชื้อราในกุ้งวัยอ่อน (Larval mycosis)     
               

โรคเชื้อราในกุ้งวัยอ่อน พบได้เป็นครั้งคราว โดยเฉพาะมักเกิดกับฟาร์มหรือโรงเพาะฟักลูกกุ้งที่มีการจัดการไม่ดี เกิดจากเชื้อราในคลาส Phycomycetes ได้แก่ Lagenidium callinectes , Lagenidium spp., Sirolpidium spp. การติดต่อไม่ทราบแน่ชัด ระยะของกุ้งที่ไวต่อการเกิดโรค คือ ระยะไข่ ระยะกุ้งวัยอ่อน จนถึง กุ้งพี (postlarva) ระยะแรก

อาการของกุ้งติดเชื้อรา

1. ตัวอ่อนของกุ้งมีสีขาว ขุ่นทึบ ซึม โดยมักหลบพักอยู่ที่ก้นถัง

2. ตัวอ่อนของกุ้งที่ติดเชื้อมีไมซีเลียมของเชื้อราที่แตกกิ่งก้านสาขาจำนวนมากในเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ

3. การตายเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยอาจมากกว่า 90 เปอร์เซนต์ หากไม่ได้รับการรักษา

4. ไมซีเลียม กัดกินเนื้อเยื่ออ่อนทั้งหมด โดยเหลือเฉพาะคิวติเคิลและรงค์วัตถุของตา

การควบคุมและป้องกัน มีดังนี้

1) ล้างไข่กุ้งและนอร์เพลียส

2) คัดเลือกกุ้งที่แข็งแรงโดยการส่องไฟ หรือ

 3) ใช้ใช้จุลินทรีย์ โปรไบโอติกและไบโอวินอย่างต่อเนื่อง

โรคที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมและกายภาพ
โรคฟองอากาศ (Gas bubble disease)                    
โรคฟองอากาศ เกิดจากสาเหตุ 2 ประการ ได้แก่

1. ไนโตรเจน ที่มีความอิ่มตัวมากกว่า 110 เปอร์เซนต์ ซึ่งอาจเกิดจากมีการรั่วของปั๊ม (ด้านดูดอากาศเข้า) ความอิ่มตัวของไนโตรเจนในบ่อสูง หรือ อุณหภูมิของน้ำสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ซึ่งทำให้เกิดฟองอากาศเล็กๆ เข้าไปอุดตันระบบหมุนเวียนเลือด และเป็นสาเหตุของภาวะขาดออกซิเจน นอกจากนี้ยังทำความเสียหายทางกายภาพโดยตรงต่อเนื้อเยื่อ

2. ออกซิเจน ที่มีความอิ่มตัวมากกว่า 250 เปอร์เซนต์ ซึ่งอาจเกิดจากถุงหรือแท็งก์ที่อัดออกซิเจนแล้ว แต่ไม่มีการกวนอากาศ หรือเกิดจากกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช ในถังหรือแท็งก์ที่ไม่มีการกวนอากาศ ซึ่งไม่ทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจน (เนื่องจาก emboli ที่เกิดจากออกซิเจนถูกดูดซึมและถูกทำลายได้) แต่ฟองอากาศเล็กๆ นี้ทำลายเนื้อเยื่อทางกายภาพโดยตรงได้

อาการที่พบ ได้แก่

 1. กุ้งป่วย และลอยโดยหงายเอาด้านท้อง ของส่วนหัวขึ้น และอยู่ที่ผิวน้ำ

2. สังเกตเห็นฟองอากาศได้ในเนื้อเยื่อ ที่บริเวณที่เปลือกหุ้มอยู่บางๆ เช่น ท้อง

3. เหงือกขาว (snow white gill)

4. พบฟองอากาศเมื่อตรวจเนื้อเยื่อด้วยกล้องจุลทรรศน์ที่กำลังขยายต่ำ  

5. ตัวอย่างดองทางจุลพยาธิวิทยา อาจแสดงความเสียหายของเนื้อเยื่อหรือการขยายขนาด โดยเฉพาะที่เหงือก จึงแนะนำให้ใช้ตัวอย่างสดในการวินิจฉัย โรคนี้ไม่มีวิธีรักษา การแก้ไขทำได้ด้วยการกำจัดสาเหตุ ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว

โรคเหงือกดำ (Black gills)                    
สาเหตุของโรคเหงือกดำแบ่งเป็น 2 สาเหตุหลัก ได้แก่

1. สาเหตุทางชีวภาพ แบ่งย่อยได้ดังนี้

1.1 แบคทีเรีย เช่น Vibrio spp.

1.2 เชื้อรา เช่น Fusarium soloni

1.3 ปาราสิตเช่น Apostome ciliate

1.4 การขาดสารอาหารบางชนิด เช่น วิตามินซี และ

2. สาเหตุทางเคมีและกายภาพ แบ่งย่อยได้ดังนี้

2.1 โลหะหนัก เช่น แคดเมียม โครเมียม ทองแดง

2.2 Oxidants เช่น โอโซน คลอรีน โบรมีน ด่างทับทิม

2.3 ก๊าซอิ่มตัว เช่น ไนโตรเจน หรืออาจเกิดจากออกซิเจนก็ได้

2.4 แสงอัลตราไวโอเลต

2.5 น้ำมันดิบ อาการที่พบคือ เหงือกดำ  ซึ่งสามารถตรวจดูได้ด้วยตาเปล่าและการใช้กล้องจุลทรรศน์ ซึ่งพบเนื้อตายและ melanization อย่างรุนแรงที่เหงือก การป้องกันทำได้โดยการกำจัดสาเหตุของโรค

อาการของโรค : ช่องเหงือกมีสีดำ อาจดำทั้งเหงือกและฝาปิดเหงือกด้านใน 
การป้องกัน : เปลี่ยนถ่ายน้ำเพื่อลดปริมาณชื้อโรค ใช้จุลินทรีย์ โปรไบโอติกช่วยย่อยสลายของเสียและลด สารอินทรีย์ในบ่อ กรณีที่พบมีการระบายของโรคต้องทำการฆ่าเชื้อในน้ำโดยใช้ไอโอดีนเพราะ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม 
การรักษา : ให้กินจุลินทรีย์ ไบโอวิน 7 – 10 วัน

สินค้านี้ยังไม่มีคนรีวิว
คำถาม
รายละเอียด
ชื่อผู้ถาม
ข้อมูลสำหรับการติดต่อกลับ (ไม่เปิดเผย เห็นเฉพาะเจ้าของร้าน)
อีเมล
เบอร์มือถือ
  • ถาม
สินค้านี้ยังไม่มีคนถามคำถาม

มีปัญหาเรื่องการสั่งซื้อสินค้า กรุณา ติดต่อกับทางร้าน เกี่ยวกับรายละเอียดในการชำระเงิน

ธ.กรุงเทพ สาขาบางเลน สะสมทรัพย์
ธ.กสิกรไทย สาขานครปฐม ออมทรัพย์
เพื่อความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายและมิตรภาพที่ดีต่อกัน กรุณาทำความเข้าใจเงื่อนไข

รายการสินค้า

     สั่งซื้อสินค้า และให้คำปรึกษา    

      ผ่านทาง     line id:@kaset   

           เพิ่มเพื่อน

ค้นหารหัสพัสดุ

  • ค้นหา
*ใส่ order id หรือ email ที่ใช้ในการสั่งซื้อ
ดูรหัสพัสดุทั้งหมด »

ติดตามสินค้า

STATISTICS

หน้าที่เข้าชม2,040,430 ครั้ง
ผู้ชมทั้งหมด1,370,653 ครั้ง
ร้านค้าอัพเดท22 ก.ค. 2561

MEMBER

เข้าสู่ระบบด้วย
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก

ยังไม่มีบัญชีเทพ สร้างบัญชีใหม่ ไม่เกิน 5 นาที
สมัครสมาชิก (ฟรี)
ตะกร้าของฉัน (0)
มีสินค้าทั้งหมด 0 ชนิด 0 ชิ้น
0 บาทราคาสินค้าทั้งหมด
(ยังไม่รวมค่าจัดส่ง)
สั่งซื้อสินค้า
ตะกร้า
( 0 )
รายการสั่งซื้อของฉัน
เข้าสู่ระบบด้วย
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก

ยังไม่มีบัญชีเทพ สร้างบัญชีใหม่ ไม่เกิน 5 นาที
สมัครสมาชิก (ฟรี)
รายการสั่งซื้อของฉัน
ข้อมูลร้านค้านี้
ร้านสวนเกษตรผสมผสาน นครปฐม
สวนเกษตรผสมผสาน นครปฐม
ให้คำแนะนำปรึกษา ระบบการทำเกษตร ออกแบบระบบสวน เกษตรปลอดสาร เกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดสารเคมีอันตราย ฯลฯ
เบอร์โทร : 0941908875
อีเมล : kasetkawna@hotmail.com
ส่งข้อความติดต่อร้าน
เกี่ยวกับร้านค้านี้
บันทึกเป็นร้านโปรด
Join (สมัครสมาชิกร้าน)
แชร์หน้านี้
แชร์หน้านี้

TOP เลื่อนขึ้นบนสุด
Go to Top
พูดคุย-สอบถาม คลิก