lnwshop logo

 สามารถสั่งซื้อสินค้า และให้คำปรึกษา     ผ่านทาง     line id :@kaset  

สั่งซื้อสอบถามเพิ่มเติมหรือปรึกษาเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารเคมีอันตรายผ่านระบบ Line

โดยเพียงกดปุ่ม Add Friends ด้านล่างของเราได้เยค่ะ 

           เพิ่มเพื่อน

สีน้ำเทียมเลี้ยงสัตว์น้ำ สีเขียว

สีน้ำเทียมเลี้ยงสัตว์น้ำ สีเขียว
สีน้ำเทียมเลี้ยงสัตว์น้ำ สีเขียว thumbnail 1สีน้ำเทียมเลี้ยงสัตว์น้ำ สีเขียว thumbnail 2สีน้ำเทียมเลี้ยงสัตว์น้ำ สีเขียว thumbnail 3สีน้ำเทียมเลี้ยงสัตว์น้ำ สีเขียว thumbnail 4สีน้ำเทียมเลี้ยงสัตว์น้ำ สีเขียว thumbnail 5สีน้ำเทียมเลี้ยงสัตว์น้ำ สีเขียว thumbnail 6สีน้ำเทียมเลี้ยงสัตว์น้ำ สีเขียว thumbnail 7สีน้ำเทียมเลี้ยงสัตว์น้ำ สีเขียว thumbnail 8สีน้ำเทียมเลี้ยงสัตว์น้ำ สีเขียว thumbnail 9
หมวดหมู่ สีน้ำเทียมสำหรับเลี้ยงสัตว์น้ำ
ราคาปกติ 400.00 บาท
ลดเหลือ 350.00 บาท
สถานะสินค้า พร้อมส่ง
อัพเดทล่าสุด 4 พ.ย. 2560
ความพึงพอใจ ยังไม่มีความคิดเห็น
จำนวน
ถุง
หยิบลงตะกร้า
Share
Scan this!

สีน้ำเทียมอเมริกา ให้สีทน คงสภาพได้หลายวัน

ไม่มีโลหะหนัก ไม่ตกค้าง ย่อยสลายได้ในธรรมชาติ ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม 

โทนสี   สีเขียว

วิธีใช้ แขวนหรือห้อยหน้าเครื่องตีน้ำ หรือใช้ โยนถุงใน (สามารถละลายน้ำได้ดี)โดยโยนลงในบ่อหน้าเครื่องตีน้ำ ทำให้ เกิดการกระจายตัว ได้ทั่วบ่ออย่างรวดเร็ว (ประมาณ 30 นาที)

คุณสมบัติ
1.เพื่อสร้างสีน้ำ ป้องกันกุ้งเครียด อันเป็นสาเหตุ ทำให้กุ้งไม่กินอาหาร (เเตกไซด์)ช่วยเตรียมน้ำก่อนปล่อยลูกกุ้ง

2.ลดความเครียดของกุ้งและสัตว์น้ำในบ่อ กรณีน้ำใสเกินไป,น้ำดรอปกระทันหัน,น้ำข้นหนืด

3.ป้องกันการเกิดตะไคร่น้ำและขี้แดด แก้ปัญหาการบลูมของแพลงตอนพิษ ลดน้ำหนืด สีเข้ม

4.เพื่อควบคุมการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำในบ่อกุ้ง

อัตราการใช้
1.ใช้ 1 ถุงต่อไร่ ที่ความลึกของน้ำ 1 ม.เพื่อเพิ่มสีน้ำในบ่อ
2.ใช้ 2 ถุงต่อไร่ ที่ความลึกของน้ำ 1 ม. เพื่อป้องกันไม่ให้สาหร่ายพื้นบ่อเจริญเติบโต สีน้ำจะค่อยๆ จางลงภายใน 30 วัน และจะจางหายไปเกือบหมดใช้เวลาประมาณ 45 วัน
3.ถ้าต้องการเพิ่มสีน้ำขึ้นมาใหม่ ให้เติม สีน้ำเทียมเพิ่มครั้งละ 1ถุงต่อบ่อ 4 ไร่ ทุกๆ 30-45 วัน
ข้อควรระวัง ห้ามใช้ สีน้ำเทียม ร่วมกับคลอรีน เนื่องจากคลอรีนจะทำการฟอกสีน้ำเทียม ให้จางลง ควรใช้ หลังจากคลอรีนสลายตัวหมด(ประมาณ3-5วัน)

สีน้ำเทียม

สีน้ำเทียมมีประโยชน์กับฟาร์มเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา เลี้ยงสัตว์น้ำ คือ 
1.ในกรณีที่ต้องปล่อยกุ้งในขณะที่น้ำใส ใช้สีน้ำเทียมเล็กน้อย เพื่อพรางแสงระดับหนึ่ง จะช่วยป้องกันไม่ให้ลูกกุ้งตื่นกลัว และเครียดเกินไป เนื่องจากน้ำใส นกและนักล่าต่างๆจึงมองเห็นลงมาล่าจับกิน และโดยเฉพาะกรณีกุ้งกุลาดำ กุ้งขาวและกุ้งก้ามกราม ที่ปล่อยน้ำตื้น ถ้าน้ำใสเกินไป เมื่อเจอแดดจัดกลางวัน น้ำล่างและตะกอนพื้นบ่อจะร้อนกว่าปกติถึงระดับลูกกุ้งเครียด (ทางที่ดีควรให้มีสีน้ำแกมเขียวหรือเขียว ซึ่งเป็นการยืนยันว่าบ่อเราพร้อมที่จะปล่อยลูกกุ้ง)

2.ในกรณีที่แพลงก์ตอนไม่พึงประสงค์ขยายตัว (water bloom) ในบ่อ โดยเฉพาะกรณีกลุ่มไดอะตอมบางชนิด เช่น นิชเชีย หรือกลุ่ม ไดโนแฟลกเจลเลต (Dinoflagellate) เป็น สาหร่ายเซลล์เดียวชนิดหนึ่งซึ่งปกติถ้าขยายตัวมากๆ จะติดซี่เหงือก หรือเกิดดรอปพร้อมกันทั้งบ่อจะทำให้ตะกอนแพลงก์ตอนเข้าเหงือกกุ้ง ปลา หรือสัตว์น้ำได้ ซึ่งทั้ง 2 กรณี สามารถส่งผลให้กุ้งเกิดสภาพขาดออกซิเจน (เพราะตะกอนแพลงก์ตอนอุดเหงือก) เครียดหรือตายบางส่วนได้ ซึ่งปัจจุบันบ่อกุ้งขาวที่ไดโนแฟลคเจลเลทบลูม (สาหร่ายแพร่กระจายตัว)มีปัญหากุ้งเครียด กินอาหารลด และโตช้าหรือถ้ากรณีกุ้งเล็กถึงกับมีตัวตายเลยทีเดียว
ในกรณีนี้ ผู้เลี้ยงที่มีความพร้อมในเรื่องน้ำสะดวกอาจจะถ่ายน้ำช่วย แต่บางกรณีมีขีดจำกัด เช่น เผลอให้แพลงก์ตอนบลูมเร็วเกินไป หรือไม่มีน้ำถ่ายเพียงพอ ก็อาจใช้สีน้ำเทียมช่วยพรางแสงให้สีน้ำเข้มไว้ และเคล้าน้ำตอนกลางวันเพื่อป้องกันแพลงก์ตอนลอยตัวขึ้นสังเคราะห์แสงผิวน้ำ ก็จะช่วยคุมแพลงก์ตอนไม่ให้บลูมมากจนกุ้งเครียด หรือป้องกันแพลงก์ตอนลดพร้อมกันทั้งบ่อได้

แต่ทั้งนี้ ทั้ง 2 กรณี มีวิธีเลียนแบบการพรางแสง คือ ให้น้ำมีตะกอนดินละเอียดแขวนลอยระดับหนึ่ง อาจโดยลากโซ่ในกุ้งเล็กๆ หรือกรณีกุ้งใหญ่อาจลดอาหารมากๆ ให้กุ้งคุ้ยตะกอน แต่ทั้งนี้ ต้องพิจารณาผลข้างเคียงด้วย เช่น ตะกอนไม่มากเกินจนเข้าเหงือกกุ้งเสียเอง (แต่ถ้าเกิดปัญหาตะกอนเข้าเหงือกก็อาจเพิ่มการตีน้ำช่วยได้)

3.ใช้สีน้ำเทียมช่วยในการคุมอาหาร เมื่อกล่าวถึงตรงนี้อาจจะแปลกใจว่าเป็นไปได้อย่างไร เช่นฟาร์มเลี้ยงกุ้งรายย่อยที่ไม่มีผู้จัดการฟาร์มช่วยดูแล จึงใช้สีน้ำเทียมช่วยพรางแสงไว้ระดับหนึ่ง ทำให้แพลงก์ตอนบลูมไม่เต็มที่ พร้อมกับให้คนเลี้ยงวัดแอมโมเนีย ไนไตรท์ เป็นระยะ ถ้าพบว่าเริ่มสูงมาก ก็ลดอาหารชั่วคราว จึงเป็นการช่วยลดความเสี่ยงอาหารเกินได้ เพราะถ้าอาหารเกินและแพลงก์ตอนบลูมมากๆ จะทำให้มีปัญหาอื่นตามมา ซึ่งต้องสิ้นเปลืองมาก และกุ้งมีสิทธิ์ชะงักได้ด้วย
สีน้ำเทียมในฟาร์มเลี้ยงกุ้ง ก็ต้องเลือกใช้สีน้ำเทียมมาตรฐานที่ใช้ในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจริงๆ เพราะหากเป็นสีอุตสาหกรรม แม้ราคาจะถูกกว่า แต่อายุการคงตัวน้อยกว่า ซ้ำร้ายมีโลหะหนักตามมาซึ่งเป็นผลเสียต่อสัตว์น้ำ

 ในการเลี้ยงสัตว์น้ำ น้ำตื้นมากไปจะไม่ดี ทำให้แดดส่องถึงพื้นบ่อ จะเกิดสาหร่ายได้ พอเกิดสาหร่ายมันจะไปอุดเหงือกกุ้ง จะแอบตายตามพื้นบ่อ วิธีแก้เอาแบบประหยัดก็เวลาเริ่มเลี้ยงให้ใส่สีน้ำเทียม บ่อขนาดนี้ใส่ 1-2 ซอง น้ำจะเป็นสีเขียวคลุมไว้ทำให้สาหร่ายไม่เกิด และยังคลุมอุณหภูมิไม่ให้น้ำร้อนมากเกินไป

การควบคุมสีน้ำ ออกซิเจน และ พีเอช ให้พอเหมาะทำได้อย่างไร

ตามปกติสีน้ำหรือปริมาณแพลงก์ตอนจะมีความสัมพันธ์กับพีเอชและปริมาณออกซิเจน เช่นเมื่อสีน้ำเข้มจัดพีเอชตอนเช้าและบ่ายจะแตกต่างกันมาก และมีผลทำให้ออกซิเจนตอนเช้าต่ำมาก ส่วนตอนบ่ายจะสูงมาก ดังนั้นการควบคุมให้สีน้ำหรือปริมาณแพลงก์ตอนเหมาะสมจะทำให้ปริมาณออกซิเจน และพีเอชของน้ำอยู่ในระดับที่เหมาะสมด้วยเช่นกัน หลายคนพูดว่าการเลี้ยงกุ้งคือการควบคุมสีน้ำให้เหมาะสมก็เลี้ยงกุ้งได้ แต่บางคนไม่เน้นการทำสีน้ำหรือควบคุมการทำสีน้ำ ทั้งนี้ขึ้นกับความชำนาญและความเข้าใจของผู้เลี้ยงแต่ละคนว่าวิธีไหนเหมาะสมกับการจัดการในฟาร์มของตนเองก็เลือกวิธีนั้น วิธีการต่างๆมีดังนี้

                        บางฟาร์มที่มีความพร้อมสูงมีบ่อพักน้ำขนาดใหญ่ น้ำในบ่อพักมีคุณภาพดีอาจจะใช้การควบคุมสีน้ำโดยเน้นการถ่ายน้ำบ่อยๆ เมื่อสีน้ำเข้ม หรือฟาร์มขนาดเล็กที่มีบ่อเลี้ยง 1 บ่อ และมีบ่อพักน้ำ 1 บ่อในขนาดเท่ากัน ก็สามารถมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำได้มากเช่นกัน แต่ในขณะที่บางฟาร์มซึ่งเป็นฟาร์มขนาดเล็กมีพื้นที่บ่อพักน้ำน้อย การถ่ายน้ำในแต่ละรุ่นของการเลี้ยงมีน้อยมาก อาจจะต้องใช้การควบคุมสีน้ำโดยวิธีอื่นแทนการถ่ายน้ำบ่อยๆ เช่น

               - ควบคุมปริมาณอาหาร เน้นการให้อาหารอย่างรัดกุมไม่มีอาหารเหลือ ของเสียต่างๆก็น้อย ไม่ต้องถ่ายน้ำบ่อยๆแต่ผลเสียคือกุ้งอาจขาดอาหารจนกินกันเองได้ หรือตัวไม่โตเพราะขาดอาหารได้

             - มีระบบการให้อากาศที่สมดุลย์ หมายถึง กลางวันมีอากาศดี แสงแดดจัด ไม่เปิดเครื่องตีน้ำมาก แต่ใช้เครื่องเคล้าน้ำแทน ถ้ามีตะกอนที่พอเหมาะไม่มากนักจะสามารถลดการเพิ่มปริมาณของ   แพลงก์ตอนได้ พีเอชและออกซิเจนจะไม่แตกต่างกันมากในรอบวัน

               -ควบคุมปริมาณแพลงก์ตอนเป็นช่วงๆ โดยใช้สารเคมีเช่นคลอรีนผง ฟอร์มาลีน หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ในปริมาณน้อยๆหรือสารกำจัดสาหร่ายและตะไคร่น้ำ

               -ใช้สีน้ำวิทยาศาสตร์เพื่อลดปริมาณแสงตั้งแต่เริ่มปล่อยลูกกุ้งควบคุมไมให้แพลงก์ตอนมีจำนวนมากเกินไปจะทำให้พีเอชไม่แกว่งมาก สีน้ำดรอปรุนแรงก็จะไม่เกิดขึ้น เมื่อไรพีเอชในรอบวันต่างกันมาก ถ้าเติมน้ำแล้วยังไม่ดีขึ้นก็จะเติมสีน้ำวิทยาศาสตร์ไปอีกเพื่อควบคุมการเพิ่มปริมาณแพลงก์ตอน

            - ไม่เน้นการทำสีน้ำ ใช้สารกำจัดสาหร่ายและตะไคร่น้ำและมีการเติมจุลินทรีย์เป็นระยะๆเช่นจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง จุลินทรีย์บำบัดน้ำเสีย ย่อยสลายของเสียในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำและมีการให้อากาศอย่างต่อเนื่องจุลินทรีย์จะไปใช้อาหารต่างๆที่จำเป็นแก่แพลงก์ตอนทำให้สีน้ำลดลงเรื่อยๆ น้ำจะขุ่นคล้ายกับมีตะกอนมากบ่อที่เหมาะจะใช้วิธีนี้ควรจะเป็นบ่อที่มีพื้นบ่อแข็งตะกอนดินไม่มาก และผู้เลี้ยงต้องมี   ความรู้ความเข้าใจมากกว่าการควบคุมโดยวิธีอื่นๆ

 

 สีของน้ำที่มองเห็นได้เกิดจากสารที่ละลายได้ในน้ำ สารแขวนลอยและอินทรีย์วัตถุที่ย่อยสลายอยู่ในน้ำ และ
แพลงก์ตอนชนิดต่าง ๆ จะทำให้เกิดสีของน้ำที่แตกต่างกันออกไป    การรักษาสีของน้ำ หรือควบคุมสีน้ำได้ดีคือ
สามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในบ่อได้
        ในการเลี้ยงกุ้งนั้น สีน้ำในบ่อกุ้งส่วนใหญ่คือสีของแพลงก์ตอนที่กระจายอยู่ในน้ำซึ่งจะมีสีอะไรนั้นขึ้นกับชนิด
และปริมาณของแพลงก์ตอนในบ่อนั้นเอง โดยสีน้ำที่ดีในการเลี้ยงกุ้งควรจะเป็นสีที่เกิดขึ้นจากแพลงก์ตอนหลาย ๆ 
ชนิดอยู่รวมกันไม่ใช่เกิดจากแพลงก์ตอนชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงชนิดเดียว
 ประโยชน์ของสีน้ำ
1. ทำให้กุ้งสงบกินอาหารดีขึ้น สีของน้ำลดความโปร่งของใสของน้ำในบ่อ ทำให้แสงส่งไปไม่ถึงพื้นบ่อ   กุ้งที่อยู่
ตามพื้นบ่อจะเคลื่อนไหวน้อย ลดการกินกันเอง  กินอาหารดีขึ้นเจริญเติบโตดีกว่าบ่อที่น้ำใสซึ่งพบว่ากุ้งว่ายน้ำรอบ
บ่อเกือบตลอดเวลาเสียพลังงานไปในการว่ายน้ำมากเกินไป การเจริญเติบโตช้าการที่น้ำใสกุ้งตื่นตกใจจากสิ่งต่าง ๆมาก ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองพลังงาน
2. ช่วยคงสภาพของน้ำในบ่อ ในบ่อที่น้ำใสมีปริมาณแพลงก์ตอนน้อย การปรับค่าพีเอชของน้ำ และค่าอัลคาไลน์ ทำ
ได้ยาก จนกระทั่งเมื่อมีการเพิ่มปริมาณแพลงก์ตอนพืชในระดับที่เหมาะสม ระดับพีเอชและค่าอัลคาไลน์ของน้ำจะ
อยู่ในระดับที่ดีขึ้นนอกจากนั้นแพลงก์ตอนยังช่วยลดปริมาณของแอมโมเนีย และสารอื่น ๆ ในน้ำได้
3. เพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำ บ่อที่มีแพลงก์ตอนพืชมากหรือสีน้ำเข้มในช่วงเวลากลางวันที่มีแสงแดดแพลงก์ตอน
จะมีการสังเคราะห์แสงและผลิตออกซิเจนออกมา ทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำตอนกลางวันมีมาก ดังนั้นในตอน
กลางวันที่มีแสงแดด สามารลดการเปิดเครื่องให้อากาศแบบใบพัดได้ควรเปิดเครื่องเคล้าน้ำแทน
4. เพิ่มอาหารธรรมชาติและลดต้นทุนการเลี้ยง ในระยะแรกๆ ที่เพิ่งปล่อยลูกกุ้ง ถ้ามีการเตรียมสีน้ำที่ดีจะมีปริมาณ
แพลงก์ตอนสัตว์และพืชเป็นจำนวนมาก สามารถเป็นอาหารเสริมแก่ลูกกุ้งได้เป็นอย่างดี ทำให้กุ้งโตเร็วกว่าบ่อที่น้ำ
ใสจะเป็นการลดต้นทุนค่าอาหารได้ อีกทั้งแพลงก์ตอนในบ่อหลายชนิดที่มีคุณสมบัติเป็นเสมือนสมุนไพรให้กับกุ้ง
ได้เช่นกันตัวอย่างเช่นคลอเรลล่า, สไปรูไลน่า เป็นต้น ส่วนล่างของฟอร์ม

สีน้ำกับแพลงก์ตอนในบ่อกุ้ง    เนื่องจากสีน้ำที่แตกต่างกันจะประกอบด้วยชนิดของแพลงก์ตอนที่แตก
ต่างกัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายอย่าง จะเห็นได้ว่าในฟาร์มเดียวกัน บ่อที่อยู่ติด ๆ กันมีการให้อาหาร การจัด
การถ่ายน้ำที่เหมือน ๆ กัน แต่สีน้ำยังแตกต่างกันได้ โดยทั่ว ๆ   ไปแล้วการจัดการสีน้ำหรือควบคุมไม่ให้สีน้ำมีการ
เปลี่ยนแปลงมาก จะขึ้นอยู่กับความเค็มของน้ำ ฤดูกาล และระบบการเลี้ยงกุ้งเป็นสำคัญ   ในช่วงที่ความเค็มต่ำและ
เป็นช่วงฤดูฝนการควบคุมสีน้ำทำได้ง่ายกว่าฤดูร้อน    ซึ่งสีน้ำมักจะเข้มมากเกินไป   นอกจากนั้นสีน้ำที่แตกต่างกัน
จำเป็นต้องมีการจัดการที่แตกต่างกันด้วยสีน้ำที่ง่ายต่อการควบคุมและการจัดการคือสีเขียวอ่อนหรือกลุ่มสำน้ำที่มี
สีเขียว เป็นหลักซึ่งอาจจะมีสีอื่น ๆ ผสมด้วย สีน้ำชนิดนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงน้อย ถ้ามีการถ่ายน้ำน้อยสีน้ำจะเข้มขึ้น
เรื่อย ๆ แต่ยังคงเป็นสีเขียว ถ้าการถ่ายน้ำยังไม่เพียงพอ นานไปเรื่อย ๆ สีน้ำจะเป็นสีเขียวคล้ำปนน้ำตาล    หลังจาก
นั้นจึงจะเป็นสีน้ำตาล ถ้ามีการเปลี่ยนถ่ายน้ำในบางช่วงพอเพียงสีน้ำจะอยู่ในระดับที่พอเหมาะ 
     ความโปร่งใสของสีน้ำที่เป็นสีเขียวที่เหมาะสมแก่การเลี้ยงกุ้งกุลาดำอยู่ระหว่าง 35-45 ชม. แต่ในช่วงที่มีการ
ถ่ายน้ำน้อยหรือในระยะที่กุ้งมีขนาดโต ซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายของการเลี้ยงกุ้งสีน้ำอาจจะเข้มขึ้นมากก็ไม่มีปัญหา แต่
ระวังอย่าให้น้ำเข้มข้นจนหนืด  อาจจะทำให้เหงือกกุ้งสีเข้มขึ้น   การกินอาหารจะลดลง และเกิดการติดเชื้อโรคใน
เวลาต่อมาได้โดยเฉพาะในช่วงการเลี้ยงกุ้งที่อุณหภูมิของน้ำและความเค็มมีการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ปริมาณการถ่าย
เปลี่ยนน้ำมีจำกัดเท่าเดิมสีน้ำในกลุ่มสีน้ำตาล   ในระยะแรกของการเลี้ยงกุ้งจะมีการเจริญเติบโตดี ความโปร่งใสที่
เหมาะสมสำหรับสีน้ำในกลุ่มสีน้ำตาลอยู่ระหว่าง 40-50 เซนติเมตร      สีน้ำในกลุ่มนี้จะไม่เปลี่ยนเป็นสีเขียวแต่มี
แนวโน้มที่จะเข้มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าปริมาณการถ่ายน้ำมีจำกัด เวลาของการเลี้ยงเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มสีเขียวแล้วก็จะ
โตช้ากว่า การควบคุมสีน้ำในกลุ่มสีน้ำตาล ทำได้ยากกว่า เนื่องจากต้องใช้น้ำในปริมาณที่มากกว่า
เพราะแพลงก์ตอนในกลุ่มนี้เพิ่มจำนวนเร็วมาก หากแพลงก์ตอนกลุ่มนี้ตายจะมีฟองหรือคราบของแพลงก์ตอนที่ตาย
ปกคลุมบริเวณผิวน้ำเป็นบริเวณกว้าง ปัญหาเหงือกกุ้งสีน้ำตาลหรือสีดำมีมากแก้ไขได้ยากโดยเฉพาะในช่วงที่อากาศ
ร้อนและความเค็มของน้ำสูง การใช้สารเคมีบางอย่างเพื่อลดปริมาณแพลงก์ตอนก่อนจะเกิดสภาพที่น้ำเข้มเกินไปจึง
เป็นวิธีที่นิยมใช้ในปัจจุบัน แต่ในช่วงที่เกิดปัญหาแล้วนั้นหากใช้สารเคมีบางชนิดเพื่อลดปริมาณแพลงก์ตอนผลที่
ได้ไม่แน่นอน เพราะสภาพของกุ้งในแต่ละบ่อแข็งแรงไม่เท่ากัน ถ้ากุ้งอยู่ในสภาวะอ่อนแออยู่แล้วอาจจะตายได้การ
แก้ไขในระยะยาวจะต้องมีการวางแผนที่ดีในฟาร์มที่สีน้ำเป็นสีน้ำตาลมาก   ต้องมีแหล่งน้ำและอุปกรณ์เพื่อเตรียม
ถ่ายหรือลดความเค็มของน้ำในบ่อที่เพียงพอ

ถาม ออกซิเจนต่ำทั้งวันทำไงครับ คือตอนกลางคืนก็ต่ำ เวลาแดดออกแล้วตอนกลางวันออกซิเจนในบ่อเมื่อวัดแล้ว
ก็ยังต่ำอยู่เช่นกัน ถ้ามีกุ้งลอยกลางคืนจะแก้อย่างไร
ตอบ เกิดจากแพลงก์ตอนดรอป น้ำจากที่เคยมีสีจะเป็นน้ำขาวขุ่นๆอันนี้ดูง่ายเช่นตอน 6 โมงเช้าออกซิเจน 2.6-3
พีพีเอ็ม ตอนบ่ายแดดจัดแล้ว และมีการเปิดเครื่องตีน้ำเต็มที่แล้วออกซิเจนก็จะอยู่ไม่เกิน 4 พีพีเอ็ม เมื่อไหร่ก็ตามมี
กุ้งลอกคราบกลางคืนในบ่อนี้จะมีการขาดออกซิเจน เห็นกุ้งเกาะขอบบางตัวเริ่มลอยโดยเฉพาะตัวที่กำลังลอกคราบ
กรณีนี้ทางแก้ไขถ้าสามารถถ่ายน้ำได้โดยน้ำใหม่เป็นน้ำดี ก็ควรทำการถ่ายน้ำเปิดเครื่องตีน้ำเต็มที่ ในขณะที่เติมน้ำ
ควรเติมปูนขาวในปริมาณ 10 กิโลกรัมต่อไร่ จำทำให้ออกซิเจนเพิ่มขึ้นดีกว่าเติมน้ำเพียงอย่างเดียว
แต่ถ้าน้ำถ่ายไม่ได้วิธีที่ดูแล้วได้ผลคือการใส่ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ใส่ประมาณ 3-6 ลิตรต่อไร่ คือค่อย ๆ ทยอย
ใสไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ประมาณ 3 ลิตรต่อไร่ หลังจากนั้นประมาณ 1-2 ชั่วโมงเติมปูนขาว 10 กิโลกรัมต่อไร่ 
ทิ้งช่วงอีกราว 1-2 ชั่วโมงเติมไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์อีก 3 ลิตรต่อไร่ ออกซิเจนจะเพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับที่กุ้งที่
ลอยจะค่อยลดจำนวนตัวลอยลง หรือบางรายที่มีระบบซุปเปอร์ชาร์จก็สามารถหาซื้อออกซิเจนถังมาต่อออกซิเจนเข้า
กับระบบซุปเปอร์ชาร์จแล้วปล่อยสู่บ่อก็ได้เช่นกันหลังจากกุ้งลอยเนื่องจากออกซิเจนต่ำมากจากการที่สีน้ำดรอป ดังนั้นในวันต่อมาต้องเปิดเครื่องให้อากาศตลอดวันจนกว่าสีน้ำจะกลับมาเป็นปกติในขณะที่กุ้งลอยไม่ต้องให้อาหารมื้อนั้น
ถาม พีเอชในบ่อกุ้งต่ำเนื่องจากอะไรได้บ้าง ?
ตอบ พีเอชในบ่อนั้นสามารถลดต่ำได้ จากสาเหตุดังต่อไปนี้
* ดินในบ่อเป็นดินกรด
* การใช้ปุ๋ยเคมีมากหรือใช้เป็นประจำโดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจน (กรณีเปลี่ยนจากนาข้าวมาเป็นนากุ้ง)
* ระหว่างการเลี้ยงกุ้งในบ่อนั้น สิ่งมีชีวิตในบ่อหายใจในช่วงกลางคืนซึ่งจะคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (หายใจออก)
ซึ่งก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์นี้ เมื่อละลายกับ น้ำ จะได้ กรดบอนิกทำให้พีเอชต่ำลงได้ดังนั้นพีเอชในตอนเช้ามืดซึ่ง
มีคาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำมากจะมีพีเอชต่ำที่สุดในรอบวัน
* กระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ (ขี้กุ้ง, เศษอาหาร, กุ้งตาย, แพลงก์ตอนเศษสิ่งมีชีวิต) โดยจุลินทรีย์ก็จะทำให้
เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ได้เช่นเดียวกัน
* น้ำฝนเองก็ทำให้พีเอชน้ำต่ำเช่นกัน ถ้าฝนตกหนักนาน ๆ น้ำฝนมีพีเอชต่ำจะทำให้น้ำมีเอชลดลง โดยเฉพาะถ้าเป็น
ดินกรด ฝนจะชะผิวของคันบ่อที่เป็นกรดลงไปในบ่อยิ่งจะทำให้พีเอชของน้ำในบ่อลดลงด้วย
ถาม ถ้าพีเอชในน้ำต่ำควรทำอย่างไร
ตอบ วิธีที่ดีและนิยมใช้มากทีสุดในการเพิ่มพีเอชของน้ำคือการใส่วัสดุปูน
ตอนเช้าถ้าพีเอชต่ำกว่า 7.5 ให้รีบเติมวัสดุปูนในตอนเช้าเพื่อเพิ่มพีเอชทันทีโดยการใส่ปูนขาว 10 กิโลกรัมต่อไร่
ถ้าน้ำในบ่อยังใสควรเติมโดโลไมท์ทำสีน้ำประมาณ 25 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่ตอน 10 โมงเช้า - 11 โมงเช้า   จนกว่า
พีเอชในตอนเช้าเพิ่มขึ้นคืออยู่ระหว่าง 7.5-8.0 ก็หยุดเติมวัสดุปูน 
ถาม พีเอชสูงมากจะแก้ไขอย่างไร
ตอบ พีเอชสูงมาจากหลายสาเหตุ ดังนั้นการแก้ไขจะแตกต่างกันอย่างไร
1. พีเอชสูงเนื่องจากดินในบริเวณนั้นเป็นด่าง หรือน้ำที่นำเข้ามาใช้ในฟาร์มมีพีเอชสูงดังนั้นเมื่อเติมน้ำเข้ามายังไม่
ได้ปูก็พีเอชสูงแล้ว เช่น พีเอช 6 โมงเช้า ประมาณ 8.4-8.6 ตอนบ่ายสูงกว่า 9 พบทั่วไปในพื้นที่เลี้ยงด้วยความเค็ม
ต่ำ การแก้ไขมีดังนี้
- เมื่อปล่อยลูกกุ้งลงไปอายุ 7-30 วัน พีเอชตอนเช้า (6.00 น.) สูงกว่า 8.3 น้ำยังไม่เข้ม แพลงก์ตอนก็ยังมีน้อย กุ้ง
ไม่ค่อยกินอาหาร ตัวกุ้งมีสีน้ำตาลเข้ม มีเกาะขอบบ้าง เอามือลูบเปลือกจะสากมือ
แก้ไขโดย เติมฟอร์มาลินครั้งละ 5-6 ลิตรต่อไร่ ที่ระดับน้ำลึก 1.2 เมตร กลางคืนเวลาประมาณ 1-2 ทุ่ม เปิดเครื่อง
ตีน้ำให้อากาศเต็มที่ วันรุ่งขึ้นวัดพีเอชตอนเช้า ถ้ายังสูงเกิน 8.3 ทำต่อไปอีกติดต่อกันจนพีเอชตอนเช้าประมาณ 8.0
หยุดการใช้ฟอร์มาลิน ถ้าพีเอชเพิ่มสูงขึ้นมาอีก ก็ทำเช่นนี้ได้อีก ในการเลี้ยงผ่านช่วงฤดูร้อนอาจจะต้องทำอย่างนี้
2-3 ครั้ง นอกจากมีฝนตกมาบ้างพีเอชจะลดมาเอง
- กุ้งอายุเกิน 30 วัน พีเอชตอนเช้าเกิน 8.3 น้ำก็มีสีเข้มส่วนมากจะเป็นสีน้ำตาล การแก้ไขโดยใช้ฟอร์มาลิน 3 ลิตร
ต่อไร่เติมลงไปเวลาประมาณ 4-5 โมงเย็น ปิดเครื่องให้อากาศ สาดบริวเณท้ายลม เติมอีกครั้งช่วง 1-2 ทุ่ม อีก 3
ลิตรต่อไร่ เปิดเครื่องให้อากาศเต็มที่ทำติดต่อกันจนกว่าพีเอชตอนเช้าลดลงมาประมาณ 8.0
พื้นที่ในลักษณะเช่นนี้การเตรียมบ่อไม่ควรใส่วัสดุปูนมาก โดยเฉพาะปูนขาวในระหว่างการเลี้ยงก็ควรงดการเติม
วัสดุปูนด้วย
2. พีเอชเริ่มเลี้ยงไม่สูงมาก แต่หลังจากเลี้ยงกุ้งเมื่อน้ำมีสีเข้ม พีเอชในตอนบ่ายจะสูงมาก เช่น พีเอชตอนเช้าประมาณ 
81-8.2 ตอนบ่ายประมาณ 8.8-9.2 ลักษณะเช่นนี้สามารถแก้ไขได้โดย
- ปริมาณแพลงก์ตอนบางส่วนทีละน้อย โดยค่อย ๆ ดรอปด้วยคลอรีนผงครั้งละ 2 ขีดต่อไร่ทำติดต่อกันครั้งละ 2 วัน
สีน้ำจะจางลงพอเหมาะพีเอชจะลดลงมาบ้าง
- ใช้จุลินทรีย์เติมลงไปแต่ต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้จุลินทรีย์ย่อยสลายอาหารสารอินทรีย์ที่หลงเหลืออยู่ในที่สุด
สีน้ำจะค่อย ๆ จางลง พีเอชก็จะลดลงมาบ้าง ควรใช้ในบ่อที่พีเอชตอนเช้าไม่เกิน 8.0 แต่ตอนบ่ายพีเอชสูงและน้ำมีสีน้ำเข้ม
ข้อสังเกต
พีเอชสูงแบบแรกการเติมจุลินทรีย์อย่างต่อเนื่องไม่สามารถลดพีเอชลงได้
ถ้าพีเอชตอนเช้าสูงมาก น้ำก็มีสีเข้มต้องใช้ฟอร์มาลินหรือกรดอ่อน ๆ เติมตอนเย็น ๆ   เพื่อลดแพลงก์ตอนส่วนหนึ่ง
และตอนหัวค่ำด้วยถ้าพีเอชสูงแต่ยังไม่ถึง 8.3 ในตอนเช้าน้ำมีสีเข้ม  เช่น สาหร่ายขนแมว   ควรใช้ไฮโดรเจนเปอร์
ออกไซด์  พีเอชสูงกุ้งไม่ค่อยกินอาหาร กุ้งมีอาการเปลือกสาก โตช้า
ถาม เลี้ยงกุ้งระบบความเค็มปกติแต่มีการถ่ายน้ำน้อย ช่วงปลายครอปพีเอชในช่วงเช้าและบ่ายต่างกันมาก(สีน้ำ
เข้ม อัลคาไลน์ 130 พีพีเอ็ม) จะมีวิธีคุมพีเอชได้อย่างไร
ตอบ ตอนเช้าถ้าพีเอชตกมากเช่นต่ำกว่า 7.5 ก็ให้ใส่ปูนขาวประมาณ 6-10 กิโลกรัมต่อไร่ ตอนบ่ายพีเอชสูงมากน่าจะมาจากแพลงก์ตอนหนาแน่นมาก็ทำให้จางหรือตัดแพลงก์ตอนบางส่วนตอนประมาณ 
4 โมงเย็น (ด้วยฟอร์มาลินหรือคลอรีนผงหรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์) วิธีสังเกตว่าแพลงก์ตอนในบ่อมากหรือไม่ ดูจากค่าออกซิเจนคือเช้าจะต่ำและตอนบ่ายจะสูงมากเช่นเช้ามือปริมาณออกซิเจนเท่ากับ 3 พีพีเอ็ม แต่ตอนบ่ายมีค่า
เป็น 12 พีพีเอ็ม อย่างนี้แสดงว่าน้ำเข้มมากเราต้องลดความเข้มของแพลงก์ตอน
ถาม ทำอย่างไรจึงจะสามารถลดปริมาณแพลงก์ตอนที่เป็นพิษในบ่อเลี้ยงกุ้งเช่นออสซิลาทอเรีย, นิสเชีย เป็นต้น
โดยยังคงรักษาแพลงก์ตอนพืชที่มีประโยชน์เอาไว้ได้
ตอบ อันนี้คงทำไม่ได้ เมื่อเราใส่สารเคมีลงไปเลือกไม่ได้ว่าจะกำจัดแพลงก์ตอนดีหรือไม่ดี มีทางเดียวคือเราต้องดูว่าการมีตัวที่ไม่ต้องการนั้นมากอาจจะมาจากสภาพที่พื้นบ่อเน่าเสีย หรือพีเอชสูงเกินไป ยก
ตัวอย่างออสซิลาทอเรียเกิดขึ้นเพราะพีเอชสูง แพลงก์ตอนตัวอื่นจะแทรกไม่ได้เพราะฉะนั้นต้องคุมพีเอชน้ำให้พอ
ดีโดยตอนเช้าพีเอชอยู่ระหว่าง 7.5 จนถึงไม่เกิน 8 จะทำให้น้ำในบ่อมแพลงก์ตอนหลากหลายแทรกเข้ามาได้ ความจริงออสซิลลาทอเรียก็ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไรกับกุ้งมากนัก ถ้ามีอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมนิสเชียก็เช่นเดียว
กัน เราอย่าไปห่วงมากนักว่าตัวโน้นดีตัวนี้ไม่ดี คุมสีน้ำให้ควมเข้มเหมาะสม พีเอชเหมาะสม จะเป็นแพลงก์ตอนตัว
อะไรก็ได้
ถาม อยากทราบเรื่องของอัลคาไลน์ ในบ่อกุ้งว่าค่าต่ำสุดที่เลี้ยงกุ้งได้
ตอบ ค่าอัลคาไลน์ในน้ำที่เลี้ยงกุ้งนั้นไม่ควรต่ำกว่า 40 พีพีเอ็ม โดยหากค่าอัลคาไลน์ในบ่อมีประมาณ 40-50
จะต้องควบคุมพีเอชในตอนเช้าไม่ให้ต่ำกว่า 7.5 เพราะถ้าปล่อยกุ้งลงไปกุ้งจะลอกคราบไม่ออก บางส่วนอาจตายไป
ส่วนกุ้งที่รอดจากการลอกคราบขาดจะหงิกงอ และโตช้ามาก
ถาม ค่าอัลคาไลน์ควรอยู่ที่ระดับเท่าไรจึงจะเหมาะสมต่อการเลี้ยงกุ้ง
ตอบ ถ้าจะเหมาะสมน้ำจืดอัลคาไลน์ควรจะเกิน 80 พีพีเอ็ม แต่ไม่ควรเกิน 120 พีพีเอ็ม ถ้าจะเหมาะสมเป็นน้ำ
ทะเล 100-150 พีพีเอ็ม
ถาม แล้วถ้าค่าอัลคาไลน์ในบ่อสูงมาก ๆ ในบ่อควรทำอย่างไร
ตอบ ถ้าอัลคาไลน์สูงมาก เช่นสูงถึง 200 พีพีเอ็ม พีเอชต้องไม่เกิน 8.0 ในตอนเช้า   ไม่อย่างนั้นกุ้งในบ่อจะไม่
ลอกคราบเปลือกจะมีตะกรันเกาะซึ่งจะทำให้กุ้งในบ่อโตช้า การแก้ไขลดพีเอชเพียงอย่างเดียวก็พอเมื่อพีเอชตอนเช้า
ไม่เกิน 8.0 กุ้งจะลอกคราบ กินอาหารและโตตามปกติ
ถาม ค่าอัลคาไลน์ในบ่อที่เหมาะสมในการปล่อยลูกกุ้งควรเป็นเท่าไหร่ และถ้าอัลคาไลน์ต่ำกว่าระดับที่จะปล่อย
ลูกกุ้งได้ ควรทำอย่างไรจึงจะเพิ่มค่าอัลคาไลน์
ตอบ ควรมีการตรวจเช็คค่าอัลคาไลน์ในน้ำก่อนปล่อยลูกกุ้ง โดย ค่าอัลคาไลน์ต่ำสุด ที่ปล่อยกุ้งได้คือ 40 พีพีเอ็ม
และค่า พีเอช ตอนเช้าต้องไม่ต่ำกว่า 7.5
เทคนิคในการเพิ่มค่าอัลคาไลน์ ในบ่อกุ้ง
การเพิ่มอัลคาไลน์เร็วที่สุดในการเตรียมน้ำที่ยังไม่ได้ปล่อยลูกกุ้งคือการใช้วิธี
1. การใส่ปูนโซเดียมคาร์บอเนต เท่ากับจำนวนอัลคาไลน์ที่เราต้องการเพิ่มเช่นถ้าเราต้องการจะเพิ่มอัลคาไลน์จากเดิม
อีก 20 พีพีเอ็ม เราจะใส่ปูนโซเดียมคาร์บอเนตในอัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่  ประมาณเที่ยงคืนเปิดอากาศเต็มที่ และ
จะใส่กากน้ำตาลในจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ของการใส่ปูนคาร์บอเนตในตอนเช้าประมาณ 8-9 โมงเช้า ข้อควรระวังของการใช้ปูนโซเดียมคารบอเนตคือพีเอชของน้ำอาจจะสูงขึ้นด้วยเช่นกัน
2. บางคนอาจจะเพิ่มอัลคาไลน์โดยใช้ ปูนโซเดียมคาร์บอเนต 25-50 กิโลกรัมต่อไร่ผสมกับ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
1 ถัง (ต่อบ่อขนาด 4 ไร่)
ถาม หากเลี้ยงกุ้งแล้วเจอปัญหาแอมโมเนียในบ่อสูงมากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ดีที่สุด
ตอบ หากการเลี้ยงพบว่ามีค่าแอมโมเนียสูง
เราสามารถแก้ปัญหาเรื่องแอมโมเนียในบ่อได้คือ
* ถ่ายน้ำหากสามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำได้และเป็นน้ำที่ผ่านการพักมานานแล้ว
* ลดอาหาร 10-20 เปอร์เซ็นต์ เพื่อป้องกันอากาศเหลือ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มปริมาณแอมโมเนีย
* ใส่จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงและน้ำตาลทราย (ใส่จุลินทรีย์ 10 วันครั้ง ส่วนน้ำตาลทรายนั้นใส่ครึ่งกิโลกรัมต่อไร่ทุก 2 วัน)
* เปิดเครื่องให้อากาศเต็มที่เพื่อเพิ่มการย่อยสลายสารอินทรีย์โดยจุลินทรีย์ที่เติมลงไป
* ควบคุมพีเอชน้ำอย่าให้สูงมากตอนเช้าประมาณ 7.5-7.8 เพราะแอมโมเนียจะเป็นพิษมากถ้าพีเอชของน้ำสูง ถ้ามี
ขี้แดด ต้องตักออกให้มากที่สุด อย่าให้ขี้แดดจมลงไปกองที่พื้นบ่อ เพราะจะเป็นการเพิ่ม การเน่าเสียเพิ่มแอมโมเนีย
ด้วย
ถาม สังเกตได้อย่างไรว่าในบ่อมีแอมโมเนียมาก หากไม่เคยวัดค่าแอมโมเนียในน้ำเลย
ตอบ จริง ๆ แล้ว การที่จะรู้ว่าในบ่อมีแอมโมเนียมากหรือน้อยควรนำน้ำไปตรวจตามห้องปฏิบัติการซึ่งจะมีบริการ
ดังกล่าวอยู่แล้ว แต่ถ้าเกษตรกรพบลักษณะอาการกุ้งดังต่อไปนี้ก็พอจะสรุปได้ว่าค่าแอมโมเนียในน้ำของบ่อเรามีมาก
จนเป็นอันตรายกับกุ้งแล้ว ซึ่งลักษณะอาการที่ว่านี้ คือ ถ้าพบว่าตอนเช้ามีกุ้งเกาะขอบปริมาณน้อย และปริมาณกุ้งที่
เกาะขอบบ่อเพิ่มมากขึ้นตอนช่วงบ่าย ยิ่งบ่ายมากยิ่งเกาะขอบมากขึ้น อีกทั้งกุ้งในยอ   ยังมีอาการเหงือกเป็นสีชมพู
ออกแดงตอนช่วงบ่ายที่มีแดดจัด ลักษณะเช่นนี้เกิดจากน้ำในบ่อมีแอมโมเนียค่อนข้างมากนั่นเอง
ถาม ในบ่อมีไนไตรท์สูงกุ้งไม่กินอาหาร จะแก้ไขอย่างไร
ตอบ ปัญหาไนไตรท์สูงในบ่อกุ้งพบทั่วไปตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการเลี้ยงจากระบบเปิดมาเป็นการเลี้ยงระบบ
ปิดหรือถ่ายน้ำน้อย ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าไนไตรท์เกิดขึ้นได้อย่างไรก่อนจะได้ทำทางป้องกันและแก้ไขได้ถูก
ต้องไนไตรท์เกิดมากจากแอมโมเนีย ถ้าในบ่อมีแอมโมเนียมาก ในที่สุดก็จะเกิดไนไตรท์ต้องมีปริมาณแอมโมเนียสูง
ก่อนเกิดไนไตรท์อาจจะ 5-7 วันก่อน แอมโมเนียเกิดจากอะไร ที่พบบ่อย ๆ ในบ่อกุ้งเกิดจาก
1. อาหารเหลือ บางฟาร์มให้อาหารมากเพื่อเร่งการเจริญเติบโต เมื่ออาหารเหลือถึงระดับหนึ่ง แอมโมเนียจะสูงมาก
สังเกตได้ง่ายคือสีน้ำจะเข้มมีแพลงก์ตอนตาย และมีฟองมากกว่าบ่อที่คุมอาหารได้ดีกว่า
2. แพลงก์ตอนดรอป ในกรณีที่แพลงก์ตอนมาก สีน้ำเข้ม เมื่อแพลงก์ตอนดรอปพร้อมกัน จะเกิดแอมโมเนียมาก และ
ออกซิเจนจะลดลงมากด้วย การป้องกันไม่ให้สีน้ำเข้มมากเกินโดยการควบคุมอาหารให้เหมาะสม และถ่ายน้ำบ้างเมื่อ
สีน้ำเข้มมากก็จะลดปัญหานี้ได้
3. มีกุ้งตายพื้นบ่อ ถ้าเริ่มมีกุ้งตายในบ่อ กุ้งจะกินอาหารลดลงอาหารมักจะเหลือ และถ้าปริมาณกุ้งตายมากพอ การเน่าเสียของกุ้งตายและอาหารที่เหลือจะเกิดแอมโมเนียสูงมาก
ถ้ารู้ที่มาของแอมโมเนียแล้วต้องป้องกันในแต่ละสาเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้  เช่น  กุ้งตายพื้นก็ไม่มีสีน้ำก็ไม่ล้ม   แต่มี
แอมโมเนียสูงมาก อาหารต้องเหลือแน่นอน แม้ว่าเช็คยอแล้วกุ้งกินอาหารหมดจริงอาจเป็นเพราะมีเลนกระจายมาก
ทำให้อาหารตกในบริเวณที่มีเลน กุ้งกินอาหารไม่ได้จึงเข้ามากินอาหารในยอมาก เมื่ออาหารในยอหมดผู้เลี้ยงก็เพิ่ม
อาหาร ดังนั้นควรลงไปตรวจสภาพพื้นบ่อจะได้ทราบว่าบริเวณไหนพื้นไม่ดีต้องหว่านอาหารบริเวรนั้น
การแก้ไข
เมื่อไนไตรท์สูงมาก ทำได้ดีที่สุดคือถ่ายน้ำลดปริมาณที่เข้มข้นลงไป ลดอาหารเพื่อป้องกันการเพิ่มของแอมโมเนีย เพิ่มการใช้เครื่องให้อากาศเต็มที่เพื่อการย่อยสลายของแบคทีเรียเปลี่ยนไนไตรท์ให้เป็นไนเตรท ในกรณีที่สีน้ำล้ม
รุนแรงจะเกิดแอมโมเนียมาก ถ้าทำให้สีน้ำเกิดขึ้นในเวลารวดเร็วโอกาสเกิดไนไตรท์จะน้อยลงด้วย
ถาม ความเค็มที่เหมาะสมที่กุ้งกุลาดำโตดี และความเค็มเท่าไหร่เลี้ยงกุ้งได้ง่าย
ตอบ ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องโรคมาเกี่ยวข้อง ความเค็ม 15-20 พีพีที กุ้งกุลาดำโตดีมาก   โดยเฉพาะการเลี้ยงด้วย
ระบบเปิดมีการถ่ายน้ำได้ตามต้องการ    แต่ในปัจจุบันนี้มีเรื่องโรคไวรัสที่รุนแรงหลายชนิดเช่นโรคหัวเหลืองและ
โรคดวงขาว (ตัวแดงดวงขาว) รวมทั้งโรคแบคทีเรียเรืองแสง การเลี้ยงกุ้งโดยใช้ระบบเปิดมีการถ่ายน้ำมากจะมี
อัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ง่าย ดังนั้นจึงมีการเลี้ยงกุ้งโดยใช้ระบบถ่ายน้ำน้อยลง และระบบน้ำหมุนเวียนหรือเติม
น้ำน้อยที่สุดและถ่ายน้ำเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ดังนั้นความเค็มที่เหมาะสมกับการเลี้ยงในปัจจุบันนี้จึงลดลงกว่าในระบบ
เปิดคืออยู่ระหว่าง 3-8 พีพีที ความเค็มในช่วงนี้ไม่มีโรคเรืองแสง แม้จะมีแบคทีเรียวิบริโอหลายชนิดมีชีวิตในน้ำ
ความเค็มระดับนี้ได้ แต่ไม่ทำให้กุ้งป่วย และที่สำคัญมากคือความเค็มในช่วงนี้คุมสีน้ำให้นิ่งได้นานไม่ต้องถ่ายน้ำ
มาก ถ้ามีการถ่ายน้ำได้มากเพราะใช้ระบบน้ำหมุนเวียนกุ้งก็ยิ่งโตดีขึ้นด้วย ส่วนที่ความเค็มต่ำกว่า 3 พีพีที   กุ้งเลี้ยง
ได้เช่นกันแต่การเจริญเติบโตไม่ดีเท่า 3-8 พีพีที
ถาม เลี้ยงกุ้งที่ความเค็ม 25 พีพีทีซื้อน้ำจืดหรือนำน้ำจืดมาเติม หลังจากเติมน้ำจืดแล้ว 2 วันพบว่าแพลงก์ตอน
ดรอปจากน้ำสีเขียวกลายเป็นสีน้ำตาลใส ที่เป็นเช่นนี้เพราะอะไรเนื่องมาจากสาเหตุที่เติมน้ำจืดหรือไม่
ตอบ น่าจะใช่ ในการเติมน้ำใหม่ไม่ว่าจะเป็นน้ำจืดหรือน้ำอะไรก็แล้วแต่ที่เราไม่ได้เติมบ่อย แล้วมาเติมมาก ๆ 
เลยทีเดียวจะทำให้แพลงก์ตอนดรอป ดังนั้นการป้องกันที่ดีคือการเติมน้ำแต่ละครั้งอย่าเติมเข้าไปในปริมาณที่มาก
นักสำหรับบ่อที่ไม่ค่อยจะได้เติมน้ำ ต้องค่อย ๆ เติมเข้าไปและเปิดเครื่องให้อากาศเคล้าน้ำให้เข้ากัน สีน้ำจึงจะไม่
ดรอปมากนัก ในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำนั้นพบว่ามีหลักของการควบคุมน้ำคือ พยายามอย่าให้มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะ
ต่าง ๆ ในบ่อกระทันหัน แล้วกุ้งจะไม่เป็นอะไรเช่น ความเค็ม หรือพีเอช หรือสีน้ำหากมีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ
กุ้งจะไม่เกิดความเครียด แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามในบ่อขณะมีกุ้งอย่างรวดเร็วกระทันหันเช่นแพลงก์ตอน
ดรอป สีน้ำเปลี่ยน ความเค็มเปลี่ยนค่าสูงมากในเวลาสั้น กุ้งจะเครียดได้ง่าย
ถาม การสูบน้ำบาดาลเข้าบ่อเลี้ยงโดยตรงจะมีผลเสียหรือไม่
ตอบ ถ้าเป็นน้ำเริ่มต้นเพื่อจะลงลูกกุ้งไม่แนะนำ เนื่องจากน้ำบาดาลส่วนมากจะมีค่าอัลคาไลน์สูงมาก บางครั้งจะ
มีสนิมเหล็กบ้าง โลหะหนักบางอย่างบ้าง แต่ถ้ากุ้งที่เลี้ยงแล้วโตแล้วน้ำบาดาลนั้นเป็นน้ำความเค็มต่ำหรือเป็นน้ำจืด
แล้วเติมครั้งละน้อย ๆ โดยน้ำในบ่อมีปริมาตรน้ำอยู่มากอย่างนี้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าต้องการใช้สำหรับเตรียมน้ำเพื่อปล่อยลูกกุ้งควรจะนำมาพักก่อนแล้วนำมาผสมกับน้ำจืดหรือน้ำจากแหล่งน้ำอื่น ๆ จนได้ความเค็มและอัลคาไลน์เหมาะสมจึงจะปล่อยลูกกุ้งได้
ถาม การทำน้ำสด จากทะเลหรือคลองมาเติมหรือเปลี่ยนถ่ายในบ่อเลี้ยงกุ้งโดยตรง กับการนำน้ำไปพักในบ่อพัก
หรือบ่อชงก่อน 7 วัน จะให้ผลที่แตกต่างกันหรือไม่
ตอบ ทั้งแตกต่างและไม่แตกต่าง กล่าวคือ หากน้ำนอกฟาร์มหรือน้ำคลองที่นำมาเติมในช่วงนั้นมีคุณภาพน้ำที่
ดีทุกประการรวมทั้งไม่มีเชื้อโรคที่ก่อเกิดโรคในกุ้ง การพักน้ำไว้ก่อนก็ไม่จำเป็น แต่ถ้าน้ำนอกที่นำเข้ามาถ้าคุณภาพ
น้ำไม่เหมาะสมเช่นมีแอมโมเนียมาก มีไนไตรท์มาก ออกซิเจนในน้ำต่ำ อีกทั้งเป็นช่วงโรคไวรัสระบาด การนำน้ำสด
มาเปลี่ยนถ่ายเลยจะเกิดความเสี่ยงสูงมาก ดังนั้นการนำน้ำเข้าไปไว้ในบ่อพัก หรือบ่อชงแล้วปรับปรุงคุณภาพน้ำนั้นให้ดีขึ้น  เช่น  เพิ่มออกซิเจนโดยการตีน้ำใส่ยาฆ่าเชื้อเพื่อลดปริมาณเชื้อในน้ำ
ก่อนนำมาเปลี่ยนถ่ายน้ำในบ่อที่มีกุ้ง ย่อมดีกว่าการนำน้ำสดมาใช้โดยตรงแน่นอน
ถาม น้ำในบ่อมีสีอะไรกุ้งจึงจะโตดี
ตอบ ขึ้นอยู่กับอาหารธรรมชาติและชนิดของแพลงก์ตอนในบ่อ   ถ้าเป็นน้ำทะเลความเค็มปกติ   น้ำมีสีเขียวอม
น้ำตาลหรือสีตอง กุ้งจะโตดีและควบคุมสีน้ำให้นิ่งได้นานกว่าน้ำมีสีน้ำตาลซึ่งมีแพลงก์ตอนกลุ่มไดอะตอมมาก ถ้าเป็นกุ้งระยะเพิ่งปล่อยลงในบ่อและมีแพลงก์ตอนพวกสเกลลีโตนีมา (Skeletonema) มาก น้ำจะมีสีน้ำตาลกุ้ง
จะโตดี แต่พอเลี้ยงไปนาน ๆ   การควบคุมสีน้ำทำได้ยากกว่าสีเขียวอมน้ำตาล    ส่วนน้ำสีน้ำตาลที่มีไดอะตอมพวก
คอสสิโนดิสคัส (Coscinodicus) ควบคุมสีน้ำยากมักมีฟองมาก ส่วนในบ่อที่มีสีน้ำตาลแดงอิฐจะมีแพลงก์ตอน
ที่เป็นอันตรายต่อกุ้งมากคือกลุ่มไดโนแฟลกเจนเลต เช่น เพอริดิเนียม (Peridinium) จิมโนดิเนียม (Gymnodinium)
และอเล็กแซนเดรียม (Alexandrium) น้ำจะมีเมือกมีฟองมาก แพลงก์ตอนกลุ่มนี้ผลิตสารพิษหรือท๊อกซินที่เป็น
อันตรายต่อสัตว์น้ำ กุ้งที่อาศัยในน้ำชนิดนี้นาน ๆ จะโตช้า และไม่แข็งแรงส่วนน้ำความเค็มต่ำ มักจะพบแพลงก์ตอน
ในกลุ่มสีเขียวและสีน้ำเงินแกมเขียวมาก น้ำจะมีสีเขียวอมเหลือง หรือเขียวอ่อน กุ้งจะกินอาหารดีและควบคุมสีน้ำ
ให้คงที่ได้นานกว่าน้ำที่มีความเค็มสูง ๆ แต่น้ำที่มีสีน้ำตาลเข้มอมเขียว หรือสีน้ำตาล กุ้งจะกินอาหารน้อย ส่วนมาก
มักจะมีพีเอชสูงด้วย 
ถาม น้ำในบ่อมีแพลงก์ตอนสีเขียวแกมน้ำเงิน มีลักษณะเป็นเม็ด ๆ น้ำเป็นฟองมาก ตอนเย็นประมาณ 5 โมงเย็น 
ผิวน้ำจะมีซากแพลงก์ตอนลอยเป็นฝ้าทั้งทั้งบ่อ ถ่ายน้ำไม่หายจะแก้ไขอย่างไร
ตอบ การถ่ายน้ำนั้นในช่วงกลางวันถ้าถ่ายน้ำควรถ่ายน้ำด้านบน โดยเฉพาะด้านท้ายลมที่มีแพลงก์ตอน   เพราะ
แพลงก์ตอนที่กล่าวมาจะลอยสู่ผิวบนมาก เกษตรกรทั่วไปในจังหวัดฉะเชิงเทราจะใช้ไม้ไผ่ต้อนแพลงก์ตอนที่ลอย
เป็นฝ้าบริเวณผิวน้ำให้ไปรวมกันอยู่มุมหนึ่งมุมใด ซึ่งเป็นมุมที่ผู้เลี้ยงได้ขุดร่องขนาดประมาณ 1คืบไว้ที่คันบ่อเมื่อ
ต้อนมารวมกันแล้วก็เปิดให้แพลงก์ตอนที่ลอยออกทางช่องนี้     อีกทั้งควรควบคุมอาหารอย่าให้มีอาหารเหลือมาก เพราะเป็นบ่อเกิดแห่งแหล่งอาหารของแพลงก์ตอนในบ่อนั้นเอง
ถาม ขณะเลี้ยงกุ้งในช่วงเดือนแรกหากน้ำในบ่อดรอปใสต้องปรับสภาพน้ำเลยหรือเปล่า
ตอบ ไม่ต้องหากในบ่อมีกุ้งแล้ว สิ่งที่ควรทำเมื่อน้ำดรอปคือการใส่สีน้ำวิทยาศาสตร์ทันทีเพื่อลดปัญหากุ้งว่าย
วนอันเนื่องมาจากน้ำในบ่อใส และเราควรควบคุมคุณภาพน้ำให้เหมาะสมในเรื่องของพีเอชและอัลคาไลน์ อีกทั้ง
ยังต้องปรับอาหารให้เหมาะสมกับการกินอย่าให้อาหารในบ่อเหลือ ส่วนเรื่องสีน้ำอันเนื่องมาจากแพลงก์ตอนในบ่อ
นั้นพบว่าแพลงก์ตอนที่เหลือรอดจากการดรอปจะค่อย ๆ เพิ่มจำนวนเองอย่างช้า ๆ ควบคู่กับสีน้ำวิทยาศาสตร์ที่เรา
ใส่ไปค่อย ๆ จางลง ดังนั้นเกษตรกรไม่ต้องกังวลในเรื่องสีน้ำอันเกิดจากแพลงก์ตอนว่าจะต้องรีบทำให้กลับสภาพ
เดิมทันที
ถาม ในบ่อเลี้ยงกุ้งเกิดสาหร่ายเส้นละเอียดสีเขียว และเริ่มลอยขึ้นผิวน้ำตั้งแต่ช่วง 9 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น พีเอช
ตอนเช้า 8.7 บางวันถึง 9 ต้องตักออกเกือบครึ่งเดือนในที่สุดจึงตัดสินใจจับกุ้งขาย (พยายามลดพีเอชแล้วแต่ลดไม่ลง)
มีวิธีแก้อย่างไร
ตอบ ในครั้งต่อ ๆ ไปเมื่อพีเอชเช้าเริ่มสูงเกิน 8.3 ต้องค่อย ๆ ลดพีเอชลงมาโดยใช้ฟอร์มาลิน ครั้งละ 5-6 ลิตร
ต่อไร่ อาจจะต้องใส่บางส่วนตอนบ่ายประมาณ 4-5 โมงเย็นด้านท้ายลม และอีกส่วนหนึ่งใส่ตอนประมาณ 1-2 ทุ่ม
ทำอย่างนี้ติดต่อกันจนพีเอชตอนเช้าไม่เกิน 8.0 เข้าใจว่าในกรณีพีเอชสูงเกิน 8.3   มานานหลายวันแล้ว   จนกุ้งเริ่ม
อ่อนแอไปเรื่อย ๆ 
ถาม กลางคืนน้ำในบ่อฟองมากขณะที่ตีน้ำ เป็นเพราะเหตุใดและมีวิธีแก้อย่างไร
ตอบ นั้นคืออาการของน้ำที่แสดงว่าแพลงก์ตอนในบ่อเริ่มดรอป   แก้โดยในช่วงกลางวันอาจปิดเครื่องตีน้ำบ้าง
อย่าเปิดเครื่องตีน้ำตลอดเวลา แต่อาจจะเปิดเครื่องตีน้ำเบา ๆ แค่เคล้าน้ำชั้นบนและล่างให้ผสมกันก็พอ หรือใช้เครื่อง
ให้อากาศแบบใบพัดใต้น้ำเพื่อเคล้าน้ำอย่างเดียวก็พอ เพราะการเปิดเครื่องตีน้ำผิวบนมาก ๆ ยิ่งเพิ่มปริมาณแพลงก์ตอน
มากขึ้น หรืออาจเปิดซุปเปอร์ชาร์ทเพื่อเคล้าน้ำได้เช่นกัน และถ้าเผื่อน้ำในบ่อขณะนั้นเข้มมากประมาณ 4 โมงเย็นให้
ดรอปแพลงก์ตอนด้านท้ายลม(สารเคมีที่จะมาช่วยดรอปแพลงก์ตอนได้แก่ ฟอร์มาลิน,คลอรีน,ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์)
ถ้าพีเอชสูงมากก็ให้ใช้ฟอร์มาลิน แต่ถ้าพีเอชปกติก็ใช้คลอรีนผงหรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ก็ได้
ถาม การควบคุมสีน้ำไม่ให้เข้มนอกจากการถ่ายน้ำแล้วมีวิธีไหนอีก
ตอบ นอกจากการถ่ายน้ำแล้ว บางฟาร์มมีการจัดการที่แตกต่างกัน แต่ทุกวิธีต้องให้ความสำคัญในการควบคุม
อาหาร วิธีอื่น ๆ มีดังนี้
1. มีระบบการให้อากาศที่สมดุลย์ หมายถึง กลางวันมีอากาศดี แสงแดดจัด ไม่เปิดเครื่องตีน้ำมาก แต่ใช้เครื่องเคล้า
น้ำแทน ถ้ามีตะกอนที่พอเหมาะไม่มากนักจะสามารถลดการเพิ่มปริมาณของแพลงก์ตอนได้ พีเอชและออกซิเจนจะ
ไม่แกว่งมาก
2. ควบคุมปริมาณแพลงก์ตอนเป็นช่วง ๆ โดยใช้สารเคมีเช่นคลอรีนผง ฟอร์มาลินหรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ใน
ปริมาณน้อย ๆ
3. ใช้สีน้ำวิทยาศาสตร์ เพื่อลดปริมาณแสงตั้งแต่เริ่มปล่อยลูกกุ้งควบคุมไม่ให้แพลงก์ตอนมีจำนวนมากเกินไปจะทำ
ให้พีเอชไม่แกว่งมากสีน้ำดรอปรุนแรงก็จะไม่เกิดขึ้น เมื่อไรพีเอชในรอบวันต่างกันมากถ้าเติมน้ำแล้วยังไม่ดีขึ้นก็เติม
สีน้ำวิทยาศาสตร์ไปอีกเพื่อควบคุมการเพิ่มปริมาณแพลงก์ตอน
4. ไม่เน้นการทำสีน้ำ   โดยมีการเติมจุลินทรีย์เป็นระยะ ๆ   และมีการให้อากาศอย่างต่อเนื่องด้วยจุลินทรีย์จะไปใช้
อาหารต่าง ๆ ที่จำเป็นแก่แพลง์ตอนทำให้สีน้ำลดลงเรื่อย ๆ น้ำจะขุ่นคล้ายกับมีตะกอนมาก บ่อที่เหมาะสมจะใช้วิธี
นี้ควรจะเป็นบ่อที่มีพื้นบ่อแข็งตะกอนดินไม่มาก และผู้เลี้ยงต้องมีความรู้ความเข้าใจมากกว่าการควบคุมโดยวิธีอื่น ๆ

 

การควบคุมพีเอชของน้ำเพื่อลดความเสี่ยงจากโรคอีเอ็มเอส

พีเอช (pH) หรือความเป็นกรด-ด่าง เป็นตัววัดคุณภาพน้ำที่ใช้แสดงให้เห็นว่าน้ำนั้นมีสภาพเป็นกรด (Acidity) หรือด่าง (Basicity) ซึ่งพีเอชจะมีค่าอยู่ระหว่าง 0-14 โดยน้ำที่มีค่าพีเอชเท่ากับ 7 จะมีคุณสมบัติเป็นกลาง ส่วนน้ำที่มีพีเอชน้อยกว่า 7 จะมีคุณสมบัติเป็นกรด และถ้าน้ำนั้นมีค่าพีเอชมากกว่า 7 จะแสดงคุณสมบัติเป็นด่าง ซึ่งค่าพีเอชของน้ำทะเลในธรรมชาติทั่วๆไปจะมีค่าอยู่ระหว่าง 7.0-8.5 ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสมสำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ในกรณีที่พีเอชของน้ำมีค่าสูงหรือต่ำกว่าช่วงที่เหมาะสมจะมีผลทำให้สัตว์น้ำมีการเจริญเติบโตที่ช้าลง และอาจทำให้สัตว์น้ำไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ถ้าพีเอชของน้ำมีค่าสูงหรือต่ำกว่าช่วงที่เหมาะสมมาก
สำหรับการเปลี่ยนแปลงค่าพีเอชของน้ำในบ่อเลี้ยงในรอบวันนั้น จะขึ้นอยู่กับกระบวนการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืชและกระบวนการหายใจของสัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตอื่นๆในน้ำเป็นหลัก โดยในช่วงเวลากลางวันแพลงก์ตอนพืชจะมีการสังเคราะห์แสงซึ่งจำเป็นต้องใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการดังกล่าว จึงมีการดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำไปใช้ ทำให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำลดลง ส่งผลทำให้ค่าพีเอชของน้ำสูงขึ้นเรื่อยๆจนสูงสุดในช่วงบ่าย ในทางตรงกันข้ามในช่วงเวลากลางคืนซึ่งสัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมทั้งแพลงก์ตอนพืชยังคงหายใจโดยมีการใช้ออกซิเจนและปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาตลอดเวลา ประกอบกับในช่วงเวลากลางคืนไม่มีกระบวนการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืชที่ดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปใช้ ทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมอยู่ในน้ำเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมอยู่ในน้ำมากจึงทำให้เกิดกรดคาร์บอนิก (Carbonic Acid) มาก จึงทำให้พีเอชของน้ำลดลงและต่ำสุดในตอนเช้าตรู่
ดังนั้นในการเลี้ยงกุ้งนอกจากจะต้องรักษาระดับค่าพีเอชของน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับกุ้งแล้ว ยังต้องรักษาให้พีเอชของน้ำในรอบวันไม่เปลี่ยนแปลงมากจนเกินไป การเปลี่ยนแปลงพีเอชของน้ำในรอบวันมากเกินไปจะมีผลทำให้กุ้งเครียด ไม่เจริญเติบโต และติดเชื้อโรคต่างๆได้ง่ายขึ้น นอกจากพีเอชของน้ำจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกุ้งแล้ว ยังส่งผลต่อความเป็นพิษของสารพิษบางตัว เช่น แอมโมเนีย และไฮโดรเจนซัลไฟด์ (ก๊าซไข่เน่า) ด้วย กล่าวคือ เมื่อพีเอชของน้ำลดต่ำลงก็จะทำให้ความเป็นพิษของไฮโดรเจนซัลไฟด์ต่อกุ้งเพิ่มมากขึ้น ในทางตรงกันข้ามถ้าพีเอชของน้ำสูงขึ้นก็จะทำให้ความเป็นพิษของแอมโมเนียต่อกุ้งเพิ่มสูงขึ้นตามด้วยเช่นเดียวกัน โดยทั่วไปค่าพีเอชน้ำที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงกุ้งจะอยู่ในช่วง 7.5-8.2 และค่าที่แตกต่างกันในรอบวันนั้นไม่ควรเกิน 0.5

พีเอชกับการเกิดโรคอีเอ็มเอสในกุ้ง
วารสารโกลบอล อะควาคัลเจอร์ แอดโวเคต (Global Aquaculture Advocate) ฉบับเดือน กรกฎาคม-สิงหาคม ปีนี้ ได้ลงบทความเกี่ยวกับการศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในบ่อเลี้ยงกุ้งต่อการเกิดโรคอีเอ็มเอส โดยนักวิจัยชาวญี่ปุ่น ซึ่งได้ทำการศึกษาที่ฟาร์มเลี้ยงกุ้งของบริษัท Agrobest Sdn.Bhn.ซึ่งฟาร์มนี้ตั้งอยู่ในรัฐปาหัง ประเทศมาเลเชีย มีบ่อเลี้ยงทั้งหมด 461 บ่อ โดยเป็นบ่อพีอีขนาดเฉลี่ย 4.7 ไร่
ฟาร์มนี้เริ่มพบโรคอีเอ็มเอส เมื่อต้นเดือนมกราคม 2554 โดยในครั้งแรกนี้พบการเกิดโรค 5 บ่อ แต่หลังจากนั้นเพียง 1 สัปดาห์ก็เริ่มพบการเกิดโรคนี้เพิ่มขึ้นในบ่อข้างเคียง และโรคได้แพร่กระจายไปยังบ่อเลี้ยงอื่นๆทั่วทั้งฟาร์มภายในระยะเวลา 2 เดือน โดยพบการตายในกุ้งทุกอายุและทุกขนาด ซึ่งบ่อที่เกิดโรคจะมีการตายของกุ้งอยู่ในช่วงร้อยละ 70-80 จากลักษณะของการเกิดโรคทำให้เชื่อว่าสาเหตุของโรคน่าจะเป็นเชื้อโรคที่มีความรุนแรงสูง แต่จากการตรวจตัวอย่างป่วยกุ้งก็ไม่พบไวรัสทุกชนิดที่สามารถตรวจสอบได้
ในขณะที่มีการระบาดของโรคนี้ในฟาร์มนั้น พบว่ายังมีบ่อเลี้ยงบางส่วนที่ไม่ได้เกิดโรค จึงได้รวบรวมข้อมูลคุณภาพน้ำจากบ่อต่างๆทั้งที่เกิดโรคและไม่เกิดโรคที่ได้ลงลูกกุ้งภายในเดือนเดียวกัน ประมาณ 80 บ่อ มาทำการวิเคราะห์เพื่อหาความสัมพันธ์ของค่าคุณภาพน้ำต่างๆต่อการเกิดโรคนี้ ผลการศึกษาเปรียบเทียบตัวแปรทางด้านคุณภาพน้ำต่างๆระหว่างบ่อที่เกิดโรคและบ่อที่ไม่เกิดโรค พบว่ามีค่าคุณภาพน้ำหลายๆตัวที่น่าจะมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรค จึงได้ทำการทดสอบเพิ่มเติมกับกุ้งในตู้ทดลอง โดยการปรับค่าคุณภาพน้ำให้อยู่ในช่วงที่ต้องการ เพื่อหาว่าตัวแปรใดบ้างที่มีผลต่อการเกิดโรคอีเอ็มเอส ของกุ้งในบ่อเลี้ยง
ผลจากการทดลองในข้างต้น ทำให้สามารถระบุได้ว่า ค่าคุณภาพน้ำที่เป็นปัจจัยสำคัญในการโน้มนำให้กุ้งเกิดโรคอีเอ็มเอสคือ พีเอชของน้ำ โดยในสภาวะที่พีเอชของน้ำในบ่อเลี้ยงมีค่าต่ำ (ประมาณ 7) การเกิดโรคมีแนวโน้มค่อยๆลดต่ำลง ในขณะที่พีเอชของน้ำในบ่อเลี้ยงมีค่าสูง (8.5-8. พบว่ากุ้งจะค่อยๆแสดงออกให้เห็นถึงการเกิดขึ้นของโรค
จากผลการทดลองที่สรุปได้ในเบื้องต้นนี้ จึงได้มีการทดสอบเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลที่ได้โดยการนำกุ้งที่ติดเชื้ออีเอ็มเอสมาเลี้ยงในตู้ทดลอง โดยเลี้ยงในน้ำที่นำมาจากบ่อเลี้ยงที่มีผลการเลี้ยงที่ดี (คาดว่าคุณภาพน้ำควรจะเหมาะสมกับกุ้ง ไม่ทำให้กุ้งเกิดโรค) จากนั้นตู้ทดลองส่วนหนึ่งจะทำการปรับค่าพีเอชของน้ำให้มีค่าอยู่ในช่วงที่ไม่เหมาะสมกับการเกิดโรค (พีเอชต่ำ) พบว่ากุ้งไม่ได้มีการแสดงอาการป่วย ในขณะเดียวกันกุ้งที่เลี้ยงในตู้ทดลองที่ได้ทำการปรับค่าพีเอชของน้ำให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมต่อการเกิดโรคนี้ (พีเอชสูง) จะพบการตายของกุ้ง
ในปี 2555 ทางฟาร์มได้แก้ไขปัญหานี้โดยการควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงให้มีค่าพีเอชอยู่ในช่วงที่ไม่เหมาะสมกับการเกิดโรค ผลจากการจัดการดังกล่าวพบว่า อัตราการเกิดโรคนี้ในฟาร์มลดลงอย่างชัดเจน จากที่เคยเสียหายร้อยละ 70-80 ลดเหลือเพียงร้อยละ 20-30 เท่านั้น

การควบคุมพีเอชของน้ำไม่ให้สูงเพื่อลดความเสี่ยงจากโรคอีเอ็มเอส
ในสภาวะปัจจุบันที่การเลี้ยงกุ้งประสบปัญหาจากโรคอีเอ็มเอสและสร้างความเสียหายต่อการเลี้ยงเป็นอย่างมาก ทำให้ในการเตรียมน้ำสำหรับการลงลูกกุ้งจำเป็นต้องฆ่าเชื้อแบคทีเรียในน้ำเพื่อกำจัดเชื้อ วิบริโอ พาราฮีโมไลติคัส (Vibrio parahaemolyticus) สายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุของโรคนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจึงมักพบว่า พีเอชของน้ำจะสูงในช่วงการเตรียมน้ำและช่วงต้นของการเลี้ยงกุ้งซึ่งเป็นช่วงที่กุ้งมักจะเกิดการตายจากโรคนี้ เนื่องจากในช่วงดังกล่าวนั้นมีสิ่งมีชีวิตรวมทั้งสารอินทรีย์ในน้ำมีปริมาณน้อย ทำให้การผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเกิดจากกระบวนการหายใจของสิ่งมีชีวิตและการย่อยสลายของสารอินทรีย์เกิดขึ้นได้น้อย ดังนั้นการควบคุมพีเอชของน้ำในบ่อไม่ให้สูงในสภาวะดังกล่าวนั้น สามารถทำได้โดยการเพิ่มการผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากจุลินทรีย์ ด้วยการเติมจุลินทรีย์และอาหารของจุลินทรีย์ เช่น ในช่วงเตรียมน้ำก่อนลงลูกกุ้ง ให้ใส่จุลินทรีย์บาซิลลัส (Bacillus) สายพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพสูง1 กิโลกรัม ร่วมกับกากน้ำตาลที่อัตราส่วน 5 กิโลกรัมต่อไร่ ลงวันเว้นวันอย่างน้อย 3-4 ครั้ง และหลังจากลงลูกกุ้งแล้วก็ต้องมีการเติมโปรไบโอติกร่วมกับอาหารของจุลินทรีย์เป็นโปรแกรมทุกสัปดาห์เพื่อรักษาระดับพีเอชน้ำไม่ให้สูงเกินไป นอกจากนี้ถ้าน้ำในบ่อเลี้ยงมีสีเข้มมากอาจจะมีการเติมหรือเปลี่ยนถ่ายน้ำหรือใช้สีน้ำเทียมเพื่อลดปริมาณแพลงก์ตอนในบ่อ รวมทั้งลดการใช้วัสดุปูนในกลุ่มที่ทำให้ค่าพีเอชของน้ำสูงขึ้น 
นอกจากนี้จะต้องรักษาค่าอัลคาไลนิตี้ในน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมด้วยคือไม่ต่ำกว่า 120 พีพีเอ็ม เนื่องจากอัลคาไลนิตี้ในน้ำจะทำหน้าที่ควบคุมและรักษาพีเอชในบ่อเลี้ยงให้คงที่ ไม่ให้เปลี่ยนแปลงในรอบวันมากจนเกินไป ซึ่งถ้าค่าอัลคาไลนิตี้ในบ่อเลี้ยงมีต่ำกว่าค่าที่เหมาะสม สามารถเพิ่มได้โดยการเติมปูนโซเดียมไบคาร์บอเนตซึ่งจะไม่ทำให้ค่าพีเอชของน้ำในบ่อสูงขึ้นมาก
การเลี้ยงกุ้งเพื่อให้ประสบความสำเร็จนั้น นอกจากการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคโดยการควบคุมพีเอชของน้ำในบ่อเลี้ยงไม่ให้สูงแล้ว ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆที่เป็นพื้นฐานของการเลี้ยงกุ้งด้วย เช่น การเตรียมบ่อและการเตรียมน้ำที่ดี การมีระบบไบโอซีเคียวอย่างครบถ้วนและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด การให้โปรไบโอติกเป็นโปรแกรมเพื่อเสริมให้กุ้งมีสุขภาพแข็งแรง รวมทั้งการคัดเลือกลูกกุ้งที่มีคุณภาพดี ซึ่งองค์ประกอบต่างๆเหล่านี้ ถ้าสามารถทำได้อย่างดีและครบถ้วนก็จะทำให้การเลี้ยงกุ้งมีโอกาสประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

สินค้านี้ยังไม่มีคนรีวิว
คำถาม
รายละเอียด
ชื่อผู้ถาม
ข้อมูลสำหรับการติดต่อกลับ (ไม่เปิดเผย เห็นเฉพาะเจ้าของร้าน)
อีเมล
เบอร์มือถือ
  • ถาม
สินค้านี้ยังไม่มีคนถามคำถาม

มีปัญหาเรื่องการสั่งซื้อสินค้า กรุณา ติดต่อกับทางร้าน เกี่ยวกับรายละเอียดในการชำระเงิน

ธ.กรุงเทพ สาขาบางเลน สะสมทรัพย์
ธ.กสิกรไทย สาขานครปฐม ออมทรัพย์
เพื่อความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายและมิตรภาพที่ดีต่อกัน กรุณาทำความเข้าใจเงื่อนไข

รายการสินค้า

     สั่งซื้อสินค้า และให้คำปรึกษา    

      ผ่านทาง     line id:@kaset   

           เพิ่มเพื่อน

ค้นหารหัสพัสดุ

  • ค้นหา
*ใส่ order id หรือ email ที่ใช้ในการสั่งซื้อ
ดูรหัสพัสดุทั้งหมด »

ติดตามสินค้า

STATISTICS

หน้าที่เข้าชม1,515,388 ครั้ง
ผู้ชมทั้งหมด1,013,260 ครั้ง
ร้านค้าอัพเดท22 พ.ย. 2560

MEMBER

เข้าสู่ระบบด้วย
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก

ยังไม่มีบัญชีเทพ สร้างบัญชีใหม่ ไม่เกิน 5 นาที
สมัครสมาชิก (ฟรี)
ตะกร้าของฉัน (0)
มีสินค้าทั้งหมด 0 ชนิด 0 ชิ้น
0 บาทราคาสินค้าทั้งหมด
(ยังไม่รวมค่าจัดส่ง)
สั่งซื้อสินค้า
ตะกร้า
( 0 )
รายการสั่งซื้อของฉัน
เข้าสู่ระบบด้วย
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก

ยังไม่มีบัญชีเทพ สร้างบัญชีใหม่ ไม่เกิน 5 นาที
สมัครสมาชิก (ฟรี)
รายการสั่งซื้อของฉัน
ข้อมูลร้านค้านี้
ร้านสวนเกษตรผสมผสาน นครปฐม
สวนเกษตรผสมผสาน นครปฐม
ให้คำแนะนำปรึกษา ระบบการทำเกษตร ออกแบบระบบสวน เกษตรปลอดสาร เกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดสารเคมีอันตราย ฯลฯ
เบอร์โทร : 0941908875
อีเมล : kasetkawna@hotmail.com
ส่งข้อความติดต่อร้าน
เกี่ยวกับร้านค้านี้
บันทึกเป็นร้านโปรด
Join (สมัครสมาชิกร้าน)
แชร์หน้านี้
แชร์หน้านี้
พูดคุยกับร้านนี้

TOP เลื่อนขึ้นบนสุด
Go to Top