lnwshop logo

 สามารถสั่งซื้อสินค้า และให้คำปรึกษา     ผ่านทาง     line id :@kaset  

สั่งซื้อสอบถามเพิ่มเติมหรือปรึกษาเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารเคมีอันตรายผ่านระบบ Line

โดยเพียงกดปุ่ม Add Friends ด้านล่างของเราได้เยค่ะ 

           เพิ่มเพื่อน

สารกำจัดสาหร่าย ตะไคร่น้ำ

สารกำจัดสาหร่าย ตะไคร่น้ำ
สารกำจัดสาหร่าย ตะไคร่น้ำ thumbnail 1สารกำจัดสาหร่าย ตะไคร่น้ำ thumbnail 2สารกำจัดสาหร่าย ตะไคร่น้ำ thumbnail 3สารกำจัดสาหร่าย ตะไคร่น้ำ thumbnail 4สารกำจัดสาหร่าย ตะไคร่น้ำ thumbnail 5สารกำจัดสาหร่าย ตะไคร่น้ำ thumbnail 6สารกำจัดสาหร่าย ตะไคร่น้ำ thumbnail 7สารกำจัดสาหร่าย ตะไคร่น้ำ thumbnail 8สารกำจัดสาหร่าย ตะไคร่น้ำ thumbnail 9สารกำจัดสาหร่าย ตะไคร่น้ำ thumbnail 10
หมวดหมู่ สารกำจัดสาหร่ายและตะไคร่น้ำ
ราคาปกติ 600.00 บาท
ลดเหลือ 550.00 บาท
สถานะสินค้า พร้อมส่ง
อัพเดทล่าสุด 31 ต.ค. 2560
ความพึงพอใจ ยังไม่มีความคิดเห็น
จำนวน
ถุง
หยิบลงตะกร้า
Share
Scan this!

กำจัดสาหร่ายและตะไคร่น้ำแก้ปัญหาน้ำหนืด น้ำเป็นฟอง ปรับลด PHได้ดี ไม่ทำลายจุลินทรีย์มีออกซิเจนเพิ่มขึ้น

เป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อทำลายและควบคุมสาหร่ายทุกชนิด โดยจะยับยั้งการถ่ายทอดอิเล็คตรอนในปฏิกิริยาการสังเคราะห์แสงของสาหร่าย ทำให้สาหร่ายค่อยๆตายๆไปในที่สุด

กำจัดสาหร่ายและตะไคร่น้ำแก้ปัญหาน้ำหนืด น้ำเป็นฟอง ปรับลด PHได้ดี ไม่ทำลายจุลินทรีย์มีออกซิเจนเพิ่มขึ้น

เป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อทำลายและควบคุมสาหร่ายทุกชนิด โดยจะยับยั้งการถ่ายทอดอิเล็คตรอนในปฏิกิริยาการสังเคราะห์แสงของสาหร่าย ทำให้สาหร่ายค่อยๆตายๆไปในที่สุด

1.ช่วยให้น้ำในบ่อโปร่งสวย เหมาะต่อการเลี้ยงสัตว์น้ำ

2.ช่วยลดค่า PH ทำให้สัตว์น้ำ เช่นกุ้ง ปลา กบ ตะพาบน้ำ ไม่ป่วยเป็นโรคง่าย

3.เพิ่มปริมาณออกซิเจนให้มากขึ้น  แก้ปัญหาน้ำหนืด น้ำเป็นฟอง

4.ช่วยลดปัญหาสาหร่ายเข้าเหงือกสัตว์น้ำมีความปลอดภัยต่อคน  และสัตว์     

5.สามารถใช้ร่วมกับจุลินทรีย์ได้

อัตราการใช้

ใช้ อัลจี้ เคลียร์250กรัม/ไร่ ละลายในน้ำ20ลิตร หรือ 1กิโลกรัม/4ไร่ ละลายน้ำ80-100ลิตร แล้วนำไปสาดให้ทั่วบ่อหรือน้ำมีสีเขียว เข้มและหนืดควรเพิ่มปริมาณการใช้ให้มากขึ้น

ควรใช้ช่วงเช้าและเปิดเครื่องตีน้ำ

ไม่ควรใช้กับบ่อที่มีการเลี้ยงพืชน้ำ

 

ตะไคร่น้ำ คือ สาหร่ายเซลล์เดียวซึ่งเกาะยึดในพื้นที่ที่มีน้ำไหล เพราะน้ำที่ไหลมีทั้งออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ และสารอาหารไหลเวียนดี แสงดี สาหร่ายพวกนี้จะมายึดเกาะ กลายเป็นผืนเขียว ๆ

ตะไคร่น้ำยังประกอบไปด้วยสาหร่ายชนิดต่าง ๆ รวมทั้งพวกไซยาโนแบคทีเรียมาเกาะกลุ่มอยู่รวมตัวกัน บางกลุ่มเกาะยึดในบริเวณที่เปียกชื้น บางกลุ่มอยู่ในน้ำ แต่ละกลุ่มจะมีสีที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าตะไคร่น้ำมีสาหร่ายกลุ่มใดเป็นองค์ประกอบ

มักจะสับสนกับเทา ที่ป็นสาหร่ายน้ำจืด

ตะไคร่น้ำจัดอยู่ใน Protista Kingdom

Protista Kingdom

ลักษณะสำคัญของโปรติสตามีดังนี้ คือ เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่จัดเป็นพืชหรือสัตว์ มีโครงสร้างง่าย ๆ ส่วนมากประกอบด้วยเซลล์เดียว ( Unicellular ) 

บางชนิดมีหลายเซลล์รวมกันเป็นกลุ่ม ( Colony ) หรือเป็นสายยาว ( Filament ) แต่ยังไม่เป็นเนื้อเยื่อ หรืออวัยวะ ไม่มีเอ็มบริโอ

บางชนิดสร้างอาหารได้เองเพราะมีคลอโรฟิลล์ เรียกว่า Autotrophic organism บางชนิดสร้างอาหารเองไม่ได้ เรียกว่า Heterotrophic organism 

บางชนิดเป็นทั้ง Autotroph และ Heterotroph เรียกว่า Mixotrophic organism 

Protozoa จัดอยู่ใน Phylum Protozoa มีเซลล์เดียว มีทั้งอยู่ในน้ำจืดและน้ำเค็ม ในดิน และสิ่งมีชีวิตอื่น บางชนิดอยู่เป็นอิสระ บางชนิดเป็น

ปรสิตบางชนิดอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่นแบบภาวะพึ่งพา บางชนิดอยู่แบบเกื้อกูล การสืบพันธุ์ส่วนมากสืบพันธุ์แบบแบ่งตัวเอง Binary fission , budding , conjugation โปรโตซัวส่วนใหญ่หากินแบบอิสระ

การจัดแบ่งโปรโตซัว แบ่งได้ดังนี้

1. พวกที่มีแส้ ( flagella ) ใช้ในการเคลื่อนที่ เช่น Euglena , Volvox , Trypanosoma , Trichonympha , Trichomonas เป็นต้น

2. พวกที่มีขน ( cilia ) ใช้ในการเคลื่อนที่ เช่น Paramecium , Vorticella เป็นต้น

3. พวกที่เคลื่อนที่โดยใช้การไหลของไซโตพลาสซึมที่เรียกว่า Pseudopodium เช่น Amoeba proteus , A. radiosa , Entamoeba coli , E. histolytica

E. gingivalis

4. พวกที่ไม่มีโครงสร้างในการเคลื่อนที่ ( Sporozoa ) เช่น Plasmodium , Monocystis ( เป็นพาราสิตอยู่ในถุงเก็บอสุจิของไส้เดือน ) 

Chlorophyta มีแป้งและที่สะสมอาหาร มี Chlorophyll a , b , Carotene , Xanthophyll มักมี Flagella ช่วยในการเคลื่อนที่

ตัวอย่าง 

1. Spirogyra ( เทาน้ำ ) อยู่ในน้ำจืด บางคนใช้เป็นอาหารได้ 

2. Acetabularia เป็นสาหร่ายเซลล์เดียวที่ใหญ่ที่สุด

3. Scenedemus ( ซีนเดสมัส ) เป็นสาหร่ายที่มีโปรตีนสูง 

4. Protococcus ( ตะไคร่น้ำ )

5. Chlorella ( คลอเรลลา ) เป็นสาหร่ายที่มีโปรตีนสูง 

6. Chlamydomonas

7. Ulothrix 

8. Pediastrum

 

ทำไมต้องควบคุมวัชพืชนํ้า

พืชเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญในระบบนิเวศใต้น้ำแบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่คือ พืชขนาดเล็กหรือสาหร่าย และพืชน้ำ โดยทั้งหมดจะผลิตออกซิเจนให้กับน้ำด้วยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง สาหร่ายเป็นพื้นฐานของห่วงโซ่อาหาร ส่วนพืชน้ำที่มีขนาดใหญ่กว่าเป็นทั้งแหล่งอาหารและที่อาศัยของสัตว์น้ำ อย่างไรก็ตามถ้าพืชหรือสาหร่ายเหล่านี้มีการเจริญมากเกินไป จะทำให้เกิดผลกระทบต่อน้ำและสัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำ แหล่งน้ำที่มักมีการแพร่กระจายของพืชน้ำได้แก่ ท่อระบายน้ำ แอ่งและสระที่มีสารอินทรีย์มาก ทะเลสาบ ฯลฯ

วัชพืชเป็นสาเหตุของปัญหาดังต่อไปนี้

- รบกวนหรือขัดขวางให้กิจกรรมพักผ่อนหมดความอภิรมย์

- ทำให้ความงามของแหล่งน้ำลดลง

- ทำให้ประชากรปลาเสียสมดุล

- ทำให้ระดับออกซิเจนละลาย (Dissolved Oxygen : DO) ในแหล่งน้ำลดลงอย่างมาก เนื่องจากการหายใจและการย่อยสลายของวัชพืช

- ทำให้น้ำนิ่งจนกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง

- ทำให้น้ำมีกลิ่นและรสที่ไม่พึงประสงค์

- ทำให้น้ำในระบบต่าง เช่น คลองและอุโมงค์ส่งน้ำ มีการไหลย้อนกลับ

ประเภทของนํ้า

น้ำถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามลักษณะการเคลื่อนที่ ได้แก่

นํ้านิ่ง คือ ลักษณะที่น้ำอยู่นิ่งและไม่มีการไหลเป็นระยะเวลานาน ตัวอย่างเช่น น้ำในเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามน้ำนั้นยังไม่หยุดนิ่งอย่างสิ้นเชิงยังพอมีการเคลื่อนที่จากปัจจัยต่าง ได้บ้าง ตัวอย่างเช่น ลม และ

ความต่างของอุณหภูมิ เป็นต้น วัชพืชเติบโตในแหล่งน้ำนิ่งได้ดีโดยมีขอบเขตการเจริญตั้งแต่ผิวน้ำลงไปจนถึง

ความลึก 12 ฟุต หรือถ้าแหล่งน้ำมีความใสมากอาจลึกได้ถึง 20 ฟุต การใช้ยาปราบวัชพืชในพื้นที่นี้จะได้ผลดี

ยกเว้นในภาวะน้ำป่ าไหลหลาก เพราะภาวะดังกล่าวทำให้มวลน้ำมีการเคลื่อนที่อย่างฉับพลัน

นํ้าที่จำกัดการไหล คือ ลักษณะที่น้ำถูกจำกัดการไหลพบได้ในแหล่งน้ำขนาดเล็ก เช่น ลำธาร เป็นต้น แหล่งน้ำ

ลักษณะนี้จะไม่มีน้ำอยู่ตลอดเวลาขึ้นอยู่กับฤดูกาล ซึ่งการควบคุมวัชพืชจะต้องอาศัยกระแสน้ำเป็นตัวช่วยกระจาย

สารออกฤทธ์ิทำให้เมื่อเวลาน้ำแห้งการควบคุมวัชพืชจะถูกจำกัดพื้นที่อย่างมาก รางหรือท่อน้ำล้นในพื้นที่

เกษตรกรรมก็จัดเป็นแหล่งน้ำที่กำจัดการไหลด้วย

นํ้าไหล คือ ลักษณะที่น้ำมีการไหลอยู่ตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น คลองประปา คลองชลประทาน และแม่น้ำ เป็นต้น

เนื่องจากมีการไหลอยู่ตลอดเวลาทำให้สารออกฤทธ์ิกระจายตัวได้ดี อย่างไรก็ตามจะต้องคำนึงถึงอัตราการไหล

ด้วย เพราะถ้าแหล่งน้ำมีการไหลที่แรงเกินไปจะทำให้ความเข้มข้นของสารออกฤทธ์ิในพื้นที่เป้ าหมายเจือจาง จน

ทำให้การควบคุมวัชพืชไม่ได้ผล

การจำแนกวัชพืชนํ้า

ขั้นตอนแรกของการควบคุมวัชพืชน้ำ คือ การจำแนก เพราะสารเคมีที่ใช้ในการปราบวัชพืชส่วนใหญ่จะให้ผลจำเพาะต่อชนิดของวัชพืชน้ำ วัชพืชน้ำถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ สาหร่ายและพืชดอก สาหร่ายมีโครงสร้างที่เรียบง่าย ไม่มีใบและลำต้นที่แท้จริง อย่างไรก็ตามสาหร่ายบางชนิดอาจมีความคล้ายคลึงกับพืชดอกได้ ตัวอย่างเช่น สาหร่ายไฟ (stonewort : Chara sp.) ดังนั้นเพื่อการควบคุมวัชพืชน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นที่จะต้องทราบอนุกรมวิธานของพวกมันด้วย

สาหร่าย

สาหร่ายเซลล์เดียวในแหล่งน้ำเป็นสาเหตุของฝ้ รวมไปถึงทำให้น้ำมีสีหากมีการเจริญที่มากเกินไป เช่นสีเขียว สีเขียวอ่อน สีแดง และสีดำ เป็นต้น ภาวะอย่างนี้เรียกว่าการบลูมของสาหร่ายโดยปกติการบลูมจะเกิดขึ้นในภาวะที่มีสารอาหารมากในน้ำ ซึ่งสาหร่ายจะใช้สารอาหารเหล่านี้เพิ่มจำนวนตัวเองจนทำให้เกิดเป็นสีที่สังเกตได้ การใช้สารเคมีควบคุมสาหร่ายอาจได้ผลดีแต่ทันทีที่สาหร่ายเหล่านี้ตายลงปลาก็จะตายไปด้วยสาหร่ายเส้นใยโดยทั่วไปจะพบในลักษณะลอยเป็นทุ่นหรือแพในแหล่งน้ำ พบมากในแหล่งน้ำนิ่ง เช่นบึง และทะเลสาบ เป็นต้น ตัวอย่างของสาหร่ายเส้นใยที่สำคัญได้แก่ สาหร่ายไฟ เป็นต้น

สาหร่ายไฟ มักเจริญในน้ำกระด้างจึงทำให้มีเปลือกหินปูนหุ้ม วัชพืชชนิดนี้มีราก ใบเรียงตามยาว และลำต้นพันเป็นขด ซึ่งเป็นลักษณะที่คล้ายกับพืชดอก ทั้งหมดของต้นพืชเจริญอยู่ใต้น้ำ และเนื่องจากมีเปลือกหินปูนหุ้มจึงทำให้การควบคุมสาหร่ายไฟทำได้ยาก การควบคุมสาหร่ายไฟที่ได้ผลจะต้องควบคุมในระยะที่มันยังเป็นต้นอ่อนหรือระยะที่ยังไม่มีเปลือกหินปูนหุ้ม

พืชดอก

พืชดอกที่เป็นวัชพืชสามารถแบ่งกลุ่มได้ตามลักษณะของการเจริญในน้ำได้ดังนี้พืชใต้นํ้า (Submersed plants) มีรากยึดกับพื้นดินก้นแหล่งน้ำ ลำต้นและใบเจริญในมวลน้ำ ส่วนดอกจะมีการแทงยอดขึ้นเหนือน้ำ วิธีจำแนกพืชกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะใช้ลักษณะการเรียงตัวของใบและรูปทรงของใบ

วัชพืชใต้น้ำที่ควรรู้จักมีดังนี้

แหน (Curly-leaf pondweed : Potamogeton crispus) ใบมีการเรียงแบบสลับ เจริญเติบโตในช่วงฤดู

ใบไม้ผลิและตายในช่วงฤดูร้อน พบได้ทั่วไปในแหล่งน้ำต่าง เช่น บึง ทะเลสาบ และคลองส่งน้ำ เป็นต้น

แหน (Leafy pondweed : Potamogeton foliosus) ใบมีรูปทรงเรียวและการเรียงตัวแบบสลับ พบได้ทั่วไป

ในบึงน้ำมากกว่าในทะเลสาบขนาดใหญ่

แหน (Waterthread pondweed : Potamogeton diversifolius) ใบมีลักษณะเป็นทุ่นขนาดเล็ก ชอบเจริญใน

บริเวณน้ำตื้น

สาหร่ายพุงชะโด (Coontail : Ceratophyllum demersum) ลำต้นมีกิ่งก้าน ใบเรียวแหลมเรียงตัวแบบก้น

หอย

สาหร่ายเส้นด้าย (Brittle naiad : Najas minor) ใบมีการเรียงตัวแบบตรงข้าม

สาหร่ายฉัตร (Eurasian watermilfoil : Myriophyllum spicatum) ใบมีการเรียงตัวรอบข้อของลำต้น (4

ใบ)

 

พืชลอยนํ้า (Floating plants) ใบมีลักษณะเป็นทุ่นลอยน้ำ รากเจริญอยู่ในมวลน้ำไม่หยั่งลงดิน สืบพันธุ์ได้ทั้งแบบอาศัยและไม่อาศัยเพศ ในแหล่งน้ำถ้าพืชลอยน้ำมีการแพร่พันธุ์มากเกินไปจะทำให้ผิวน้ำของแหล่งน้ำนั้นถูกปิดไว้ทั้งหมด พืชที่อยู่ในกลุ่มนี้ได้แก่ แหนเป็ด (Duckweed : Lemna perpusilla) และไข่น้ำ (Watermeal :Wolffia arrhiza) โดยพืชทั้งสองเป็นพืชขนาดเล็ก ชอบเจริญในแหล่งน้ำที่มีสารอินทรีย์มาก เช่น แหล่งรับน้ำเสียจากพื้นที่เกษตร ปศุสัตว์ และชุมชน เป็นต้น


พืชปริ่มนํ้า (Rooted floating plants) มีรากยึดกับพื้นดินก้นแหล่งน้ำ ลำต้นทั้งหมดเจริญในมวลน้ำ ใบเจริญเรียดไปกับผิวน้ำ ส่วนดอกเจริญเหนือน้ำ การควบคุมวัชพืชกลุ่มนี้ทำได้ยากเพราะไม่สามารถกำจัดรากที่อยู่ใต้ดินได้ ถึงแม้จะตัดใบและลำต้นหมดแล้วก็ตาม วัชพืชที่อยู่ในกลุ่มนี้ได้แก่ บัวญี่ปุ่น (Spatterdock : Nupharlutea) และบัว (Waterlily : Nymphaea sp.) โดยทั้งสองจะมีรูปทรงของใบที่แตกต่างกันคือ บัวญี่ปุ่นมีรูปทรงใบเป็นรูปหัวใจ ในขณะที่บัวมีรูปทรงใบเป็นวงกลม

 

พืชเหนือนํ้าหรือพืชริมฝั่ง (Emergent plants) มีรากยึดกับพื้นดิน ลำต้นและใบส่วนใหญ่เจริญเหนือน้ำพืชที่อยู่ในกลุ่มนี้ได้แก่ ธูปฤาษี (Cattails : Typha latifolia) หญ้าเปลือกกระเทียม (Spike rushes : Eleocharisgeniculata) และเทียนนา (Creeping water primrose : Jussiaea linifolia) เป็นต้น


การจัดการวัชพืชนํ้า

การจัดการที่มีประสิทธิภาพควรจะมีการวางแผนและการเลือกวิธีที่ดีตามขั้นตอนดังนี้

1. มาตรการป้องกัน

การออกแบบและการขุดแหล่งน้ำที่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดประสิทธิภาพของการควบคุมวัชพืชน้ำ บริเวณที่ต้องรอบคอบมากที่สุดคือ ตลิ่ง เพราะเป็นบริเวณที่วัชพืชน้ำเจริญเติบโตได้มากที่สุด หากความชันน้อยเกินไปวัชพืชน้ำก็จะขึ้นได้ง่าย ส่วนในกรณีของคลองส่งน้ำถ้าแนวคลองเป็นเส้นตรงก็จะช่วยลดการเติบโตของวัชพืชน้ำได้

2. การควบคุมเชิงกล

วิธีนี้เป็นการใช้แรงงานขนย้ายวัชพืชออกจากแหล่งน้ำโดยตรง วิธีนี้นิยมใช้ในแหล่งน้ำที่มนุษย์ใช้ทำกิจกรรมต่าง เช่น เกษตรกรรม ปศุสัตว์ น้ำดื่ม และประมง เป็นต้น แต่วิธีนี้มีข้อเสียคือ กำจัดวัชพืชออกไปได้แค่บางส่วน ถ้าวัชพืชมีมากเกินไปจะทำให้กำจัดไม่หมดและเป็นการสิ้นเปลืองแรงงานโดยใช่เหตุ

3. เปลี่ยนแปลงแหล่งน้ำ

เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ควบคุมวัชพืชน้ำอย่างได้ผล โดยอาศัยการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของแหล่งน้ำและฤดูกาลเป็นกลไกหลักในการควบคุมวัชพืชน้ำ วิธีที่นิยมใช้มากวิธีหนึ่งคือ เทคนิคดึงน้ำ (drawdown technique) วิธีนี้จะใช้การระบายน้ำออกจากแหล่งน้ำในฤดูหนาว เมื่อระบายน้ำออกไปแล้วดินในแหล่งน้ำที่เคยเป็นเลนจะแห้งและแข็งขึ้น ประกอบกับอากาศที่เย็นจัดจะทำให้ไรโซม (rhizome) ที่อยู่ใต้ดินตาย อย่างไรก็ตามแม้จะควบคุม

วัชพืชได้แต่ก็ควรมีการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง เหล่านี้ด้วย

- การพังทลายของตลิ่ง

ควรมีการปลูกหญ้าคลุมดิน เพื่อป้องกันการพังของตลิ่ง ซึ่งเป็นการเพิ่มสารอินทรีย์ให้กับแหล่งน้ำทำให้วัชพืชเจริญขึ้นมาได้

- การปนเปื้อนสิ่งปฏิกูลจากปศุสัตว์ ชุมชนและโรงงานบำบัดน้ำเสีย

ควรมีการออกแบบให้เหมาะสม ไม่ควรระบายลงแหล่งน้ำโดยตรง เพราะจะเป็นการเพิ่มอาหารให้กับวัชพืช

4. การควบคุมโดยใช้สิ่งมีชีวิต

วิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมใช้กันในหลายท้องที่เพราะไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม สิ่งมีชีวิตที่มีบทบาทสำคัญคือปลากินพืชโดยมีหลายชนิดที่นิยมนำมาใช้ยกตัวอย่างเช่น ปลาคาร์พจีน (Chinese carp) เป็นต้น ในประเทศสหรัฐอเมริกาหลายท้องที่ได้นำปลาชนิดนี้ไปใช้ควบคุมวัชพืชน้ำ ผลปรากฏว่ามีการควบคุมวัชพืชน้ำที่ค่อนข้างดีอย่างไรก็ตามปลาชนิดนี้ไม่ใช่ปลาท้องถิ่น ถ้าหากจะปล่อยลงในแหล่งน้ำธรรมชาติจะต้องมีการพิจารณาให้รอบคอบก่อน เพราะปลาชนิดนี้อาจทำให้ประชากรปลาท้องถิ่นเสียสมดุลจนทำให้ระบบนิเวศเดิมเสียไป

5. การควบคุมโดยใช้สารเคมี

สารเคมีที่ใช้ควบคุมวัชพืชน้ำถูกจัดอยู่ในกลุ่มของยาปราบวัชพืช ซึงจะมีความแตกต่างกันตามแต่ชนิดของวัชพืชที่ต้องการควบคุม โดยจะให้ผลการควบคุมที่ดีมากแต่ก็มีข้อควรระวังคือ วิธีและปริมาณการใช้สารเคมีจะต้องเหมาะสม เพราะถ้าใช้ผิดวิธีสารเคมีจะไปทำให้เกิดผลกระทบต่อปลาและพืชน้ำที่ไม่ได้เป็นวัชพืชวิธีการใช้สารเคมีปราบวัชพืชน้ำถูกแบ่งเป็น 2 รูปแบบใหญ่ คือ แบบละอองฝอย (สเปรย์) และแบบแกรนูลแบบละอองฝอยด้วยรูปแบบนี้ ยาปราบวัชพืชจะถูกนำมาผสมกับน้ำ และผ่านเข้าสู่แรงดันเพื่อให้กระจายเป็นอนุภาคเล็กๆ โดยอนุภาคถูกแบ่งเป็น 3 แบบดังนี้

- แบบละลายน้ำ อนุภาคของยาปราบวัชพืชจะรวมตัวกับน้ำอยู่ในรูปสารละลาย

- แบบดูดความชื้น อนุภาคของยาปราบวัชพืชจะไม่รวมตัวกับน้ำแต่สามารถดูดซับไอน้ำโดยรอบได้

- แบบอีมัลชัน อนุภาคของยาปราบวัชพืชจะต้องมีตัวช่วยเพื่อให้รวมตัวเข้ากับน้ำได้

แบบแกรนูล

สารเคมีจะอยู่ในรูปเม็ดกลมขนาดเล็ก ที่ภายในบรรจุไว้ด้วยสารออกฤทธิ์ วิธีนี้มีข้อดีคือ จะค่อย ปล่อยสารออกฤทธิ์ออกสู่น้ำอย่างช้า ทำให้ผลการควบคุมวัชพืชน้ำมีระยะที่ยาวและต่อเนื่อง

การควบคุมวัชพืชในแหล่งนํ้านิ่งจะมีวิธีที่แตกต่างกันตามลักษณะของวัชพืชน้ำดังนี้

วัชพืชลอยน้ำและวัชพืชเหนือน้ำ สามารถกำจัดได้โดยตรงด้วยการฉีดสารเคมีที่ใบ โดยอาจจะฉีดจากบนฝั่งหรือบนเรือก็ได้วัชพืชใต้น้ำและสาหร่าย สามารถกำจัดได้ด้วยการใช้ยาปราบวัชพืชทั้ง 2 วิธีวิธีแบบละอองฝอยจะใช้ในกรณีที่วัชพืชอยู่บนผิวน้ำหรืออยู่ในน้ำตื้น โดยประสิทธิภาพจะขึ้นอยู่กับการกระจายตัวของสารเคมีในน้ำซึ่งจะแปรผันตามปัจจัยเหล่านี้ เช่น การแพร่ กระแสความร้อน และคลื่น เป็นต้นส่วนวิธีแบบแกรนูลจะใช้ในกรณีที่วัชพืชเป็นสาหร่ายหรือพืชใต้น้ำ ซึ่งมีข้อดีดังต่อไปนี้

- ควบคุมวัชพืชที่อยู่ในน้ำลึกได้ และมีวงการควบคุมที่จำกัด

- การควบคุมมีผลระยะยาว เพราะสารออกฤทธิ์จะถูกปล่อยอย่างช้า

- ใช้ยาปราบวัชพืชในความเข้มข้นที่ต่ำได้

- มีความเป็นพิษต่อปลาน้อยกว่า

โดยสัดส่วนการใช้จะถูกกำหนดในรูปแบบต่อหน่วยพื้นที่ (เอเคอร์) หรือต่อหน่วยความเข้มข้น (ppm) และเพื่อให้

เกิดประสิทธิภาพสูงสุดควรมีการกระจายตัวของแกรนูลอย่างทั่วถึง

การควบคุมวัชพืชในแหล่งนํ้าขนาดใหญ่

ยาปราบวัชพืชที่ใช้ได้ผลดีในแหล่งน้ำขนาดเล็กอาจใช้ได้ผลน้อยในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เพราะมวลน้ำที่

มีการเคลื่อนที่มากกว่าทำให้ยาปราบวัชพืชที่ใช้กระจายตัวมากเกินไปจนเจือจาง ในกรณีนี้อาจแก้ไขได้โดย

- ใช้สัดส่วนสูงสุดตามคำแนะนำบนฉลากสารเคมี

- เพิ่มพื้นที่ควบคุมต่อครั้งให้มากขึ้น

- ใช้สารเคมีในช่วงที่ลมสงบ

- น้ำลึกควรใช้วิธีแบบแกรนูล

- ใช้สารเคมีที่พืชจะดูดซึมได้เร็ว

การควบคุมวัชพืชในทางระบายนํ้า

การใช้ยาปราบวัชพืชในทางระบายน้ำจะมีวิธีที่เหมือนกับในแหล่งน้ำนิ่ง แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือ ต้องมีการวางแผนการใช้ และประเมินถึงความเสี่ยงที่จะปนเปื้อนในแหล่งน้ำด้วย เพราะระบบทางน้ำแบบนี้มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำดื่มและแหล่งน้ำในการเกษตร

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้สารเคมีปราบวัชพืช

การใช้ยาปราบวัชพืชอย่างผิดวิธีจะทำให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบแหล่งน้ำทุกประเภท ทั้งที่เป็นน้ำนิ่ง น้ำที่จำกัดการไหล หรือน้ำไหล ตัวอย่างเช่นถ้าใช้ยาปราบวัชพืชมากเกินไปในแหล่งน้ำนิ่งจะทำให้พืชจำนวนมากตายลงอย่างรวดเร็ว จนทำให้ระดับของออกซิเจนละลายลดลงเป็นอย่างมาก ซึ่งสามารถทำให้ปลาตายได้ และเมื่อมีการตายที่เร็วและมากเกินไปจะทำให้เกิดการปนเปื้อนของแบคทีเรียไปยังแหล่งน้ำประเภทอื่นได้ ถ้ามีการระบายน้ำออกจากแหล่งน้ำข้างต้น และเมื่อน้ำที่มีการปนเปื้อนไหลเข้ารวมกับแหล่งน้ำสาธารณูปโภคจะทำให้เกิดผลกระทบอย่างมากต่อมนุษย์ โดยเฉพาะที่อยู่บริเวณปลายน้ำ ดังนั้นจึงควรที่จะมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำที่มีการใช้สารเคมีทุกครั้งก่อนมีการระบายออกหรือนำไปรวมกับน้ำจากแหล่งอื่น

การใช้สารเคมีผิดวัตถุประสงค์

ยาปราบวัชพืชที่ต้องใช้ในแหล่งน้ำส่วนใหญ่จะมีพิษเบาบาง หรือไม่เป็นพิษต่อสัตว์ ถ้าใช้ตามคำแนะนำที่ให้ไว้บนฉลาก ดังนั้นการอ่านฉลากก่อนใช้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าหากใช้สารเคมีผิดวัตถุประสงค์นอกจากจะทำให้ผลลัพธ์ไม่เป็นที่น่าพอใจแล้วยังเกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตอื่นด้วย ตัวอย่างเช่น การนำยาฆ่าหญ้ามาใช้ในแหล่งน้ำเพราะเห็นถึงผลที่รวดเร็ว เป็นต้น

การใช้สารเคมีแบบจำกัดวงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่เพิ่มความปลอดภัยให้กับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น หากมีการใช้สารเคมีผิดวัตถุประสงค์เกิดขึ้น เพราะสารพิษจะถูกจำกัดพื้นที่ทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถเคลื่อนที่ไปยังบริเวณที่ไม่มีพิษได้ ซึ่งจะช่วยลดอัตราการตายของสิ่งมีชีวิตในระดับหนึ่งและยังเป็นการยับยั้งไม่ให้แบคทีเรียเพิ่มจำนวนในแหล่งน้ำมากเกินไป

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนจะใช้ยาปราบวัชพืชนํ้า

1. จำแนกวัชพืช การจำแนกที่ถูกต้องจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้เป็นจำนวนมาก เพราะสามารถเลือกยา

ปราบวัชพืชที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดต่อวัชพืชชนิดนั้นได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก

2. นํ้าที่ผ่านการใช้สารเคมีจะถือเป็นสารเฉพาะ ถึงแม้ว่ายาปราบวัชพืชน้ำส่วนใหญ่จะสลายตัวเร็ว และไม่

ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์และสัตว์ แต่ก็ควรมีระยะพักให้สารเคมีในน้ำได้สลายตัวไป ก่อนนำ

น้ำนั้นมาใช้ทำกิจกรรมต่าง โดยระยะพักของยาปราบวัชพืชน้ำแต่ละชนิดจะปรากฏบนฉลาก ดังนั้น

ก่อนใช้ควรศึกษารายละเอียดบนฉลากให้รอบคอบก่อน

3. ปริมาณสารเคมีที่ใช้ จะถูกคำนวณออกมาในหน่วย เอเคอร์.ฟุต ซึ่งหน่วยนี้เป็นผลคูณของ พื้นที่ผิวน้ำมี

หน่วยเป็นเอเคอร์ กับความลึกโดยเฉลี่ยของน้ำมีหน่วยเป็นฟุต ตัวอย่างเช่น บึงน้ำพื้นที่ผิว 0.5 เอเคอร์ มี

ความลึกเฉลี่ย 4 ฟุต ดังนั้นจะมีปริมาณสารเคมีที่ใช้เท่ากับ 0.5(4) = 2 เอเคอร์.ฟุต

4. ระยะเวลาหรือฤดูกาลที่เหมาะสม เนื่องจากวัชพืชแต่ละชนิดมีการเติบโตในฤดูกาลต่าง ไม่เหมือนกัน

โดยระยะที่วัชพืชจะตอบสนองต่อยาปราบวัชพืชได้ดีที่สุดคือ ระยะอ่อนหรือระยะงอกใหม่ ซึ่งระยะนี้

จะแตกต่างกันไปตามชนิดของวัชพืช

5. อุณหภูมิ วัชพืชน้ำจะตอบสนองต่อยาปราบวัชพืชได้ดีในช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมเท่านั้น คือ ในช่วง

อุณหภูมิที่พืชเติบโต (ดูดซับสารเคมี) ได้ดี ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามชนิดของวัชพืชน้ำ

6. การทำซ้ำ วัชพืชแต่ละชนิดสามารถงอกใหม่ได้จากชิ้นส่วนต่าง เช่น เมล็ด สปอร์ และไรโซมใต้ดิน

เป็นต้น โดยชิ้นส่วนเหล่านี้จะทนต่อยาปราบวัชพืช ดังนั้นการทำซ้ำจะต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุก ปี

 

เพื่อประสิทธิภาพในการควบคุมวัชพืชน้ำที่สูงสุด__

สินค้านี้ยังไม่มีคนรีวิว
คำถาม
รายละเอียด
ชื่อผู้ถาม
ข้อมูลสำหรับการติดต่อกลับ (ไม่เปิดเผย เห็นเฉพาะเจ้าของร้าน)
อีเมล
เบอร์มือถือ
  • ถาม
สินค้านี้ยังไม่มีคนถามคำถาม

มีปัญหาเรื่องการสั่งซื้อสินค้า กรุณา ติดต่อกับทางร้าน เกี่ยวกับรายละเอียดในการชำระเงิน

ธ.กรุงเทพ สาขาบางเลน สะสมทรัพย์
ธ.กสิกรไทย สาขานครปฐม ออมทรัพย์
เพื่อความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายและมิตรภาพที่ดีต่อกัน กรุณาทำความเข้าใจเงื่อนไข

รายการสินค้า

     สั่งซื้อสินค้า และให้คำปรึกษา    

      ผ่านทาง     line id:@kaset   

           เพิ่มเพื่อน

ค้นหารหัสพัสดุ

  • ค้นหา
*ใส่ order id หรือ email ที่ใช้ในการสั่งซื้อ
ดูรหัสพัสดุทั้งหมด »

ติดตามสินค้า

STATISTICS

หน้าที่เข้าชม1,515,388 ครั้ง
ผู้ชมทั้งหมด1,013,260 ครั้ง
ร้านค้าอัพเดท22 พ.ย. 2560

MEMBER

เข้าสู่ระบบด้วย
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก

ยังไม่มีบัญชีเทพ สร้างบัญชีใหม่ ไม่เกิน 5 นาที
สมัครสมาชิก (ฟรี)
ตะกร้าของฉัน (0)
มีสินค้าทั้งหมด 0 ชนิด 0 ชิ้น
0 บาทราคาสินค้าทั้งหมด
(ยังไม่รวมค่าจัดส่ง)
สั่งซื้อสินค้า
ตะกร้า
( 0 )
รายการสั่งซื้อของฉัน
เข้าสู่ระบบด้วย
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก

ยังไม่มีบัญชีเทพ สร้างบัญชีใหม่ ไม่เกิน 5 นาที
สมัครสมาชิก (ฟรี)
รายการสั่งซื้อของฉัน
ข้อมูลร้านค้านี้
ร้านสวนเกษตรผสมผสาน นครปฐม
สวนเกษตรผสมผสาน นครปฐม
ให้คำแนะนำปรึกษา ระบบการทำเกษตร ออกแบบระบบสวน เกษตรปลอดสาร เกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดสารเคมีอันตราย ฯลฯ
เบอร์โทร : 0941908875
อีเมล : kasetkawna@hotmail.com
ส่งข้อความติดต่อร้าน
เกี่ยวกับร้านค้านี้
สินค้าที่ดูล่าสุด
บันทึกเป็นร้านโปรด
Join (สมัครสมาชิกร้าน)
แชร์หน้านี้
แชร์หน้านี้
พูดคุยกับร้านนี้

TOP เลื่อนขึ้นบนสุด
Go to Top